
ผบ.ทบ.ลุยชายแดนภาคใต้ 2 วัน ติดตามงานทุกมิติ ทั้งความมั่นคง การพัฒนาพื้นที่ ตรวจเยี่ยมสร้างขวัญกำลังใจกำลังพล ขณะที่ ผบ.ตร.บินถกตำรวจภูธรภาค 9 ปรับแผนยุทธการ-ป้องกันเหตุรุนแรง หลังป่วนหนักต่อเนื่อง บึ้ม-เผาปั๊ม PT
พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (รอง ผอ.รมน.) เดินทางลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ระหว่างวันที่ 3 - 4 ก.ค.69 เพื่อติดตามสถานการณ์ความมั่นคง รับฟังผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานต่างๆ และตรวจเยี่ยมกำลังพลในพื้นที่อย่างใกล้ชิด
โดยเริ่มที่กองพลทหารราบที่ 15 ค่ายสมเด็จพระสุริโยทัย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ประชุมติดตามการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ,พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9, พล.ต.ชาคริต อุจะรัตน รองแม่ทัพภาคที่ 4, พล.ต.กรกฎ ภู่โชติ รองแม่ทัพภาคที่ 4 และผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการทหาร ตำรวจ และพลเรือน เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ในที่ประชุม ผบ.ทบ.ได้รับฟังรายงานสถานการณ์ ปัญหาอุปสรรค และแนวทางการแก้ไขในทุกมิติ ทั้งด้านความมั่นคง การบังคับใช้กฎหมาย การดูแลพื้นที่ชายแดน การป้องกันการลักลอบข้ามแดน ตลอดจนการพัฒนาพื้นที่และการสร้างความเข้าใจในสังคมพหุวัฒนธรรม
พล.อ.พนา ได้กล่าวขอบคุณทุกหน่วยที่ร่วมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา พร้อมเน้นย้ำให้กองทัพบก กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ทำงานอย่างเป็นเอกภาพ กำหนดตัวชี้วัดและกลไกประเมินผลที่ชัดเจน เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
พร้อมกันนี้ ยังได้เน้นย้ำการสร้างความใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่ โดยเชื่อมั่นว่าความร่วมมือ ความเสียสละ และความมุ่งมั่นของทุกฝ่าย จะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปสู่ความสงบสุขและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

จากนั้น ผบ.ทบ.และคณะได้เดินทางไปยังหน่วยเฉพาะกิจสันติสุข เพื่อรับฟังผลการปฏิบัติงานด้านความมั่นคง งานมวลชน การสร้างความเข้าใจ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยมี พล.ต.เสด็จ อาคะจักร ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจสันติสุข ให้การต้อนรับและบรรยายสรุปภารกิจสำคัญของหน่วย
นอกจากนี้ ผบ.ทบ. ยังได้เดินทางไปยังศูนย์แพทย์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ค่ายสิรินธร อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เพื่อติดตามงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพประชาชน และสนับสนุนภารกิจของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า

ต่อจากนั้นไปตรวจเยี่ยมหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 47 อ.ยะหา จ.ยะลา เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ความมั่นคง พบปะพูดคุยกับกำลังพล และมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ
ก่อนจะไปตรวจเยี่ยมกองร้อยทหารพรานที่ 4707 อ.ยะหา จ.ยะลา รับฟังผลการปฏิบัติงานของหน่วยย่อยในระดับพื้นที่ พร้อมมอบสิ่งของสนับสนุนการปฏิบัติงานแก่กำลังพล
ผบ.ทบ. กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้นอกจากเพื่อติดตามภารกิจแล้ว สิ่งสำคัญคือการมาแสดงความขอบคุณและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่กำลังพลทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ อดทน และทุ่มเท เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชน และร่วมกันสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนในจังหวัดชายแดนภาคใต้
@@ ผบ.ตร.บินถกตำรวจภาค 9 ปรับแผนหลังบึ้ม-เผาปั๊ม PT

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 2 ก.ค. ที่ศูนย์ปฎิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนหน้า อ.เมือง จ.ยะลา พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เดินทางลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์ความคืบหน้าคดีความมั่นคง โดยเฉพาะกรณีเหตุระเบิดปั้มน้ำมัน PT ในพื้นที่ จ.ยะลา และปัตตานี
โดยได้เข้าร่วมประชุมกับกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 โดยมี พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และผู้บังคับการตำรวจภูธร 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งหัวหน้าหน่วยกำลังในพื้นที่ เพื่อปรับแผนยุทธการและมาตรการป้องกันเหตุรุนแรง ใช้เวลาประชุมนานกว่า 1 ชั่วโมง
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ในส่วนของงานสืบสวนสอบสวนได้สั่งการให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเร่งเดินหน้าขยายผลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในขณะนี้การสอบสวนมีความคืบหน้าไปมาก โดยเจ้าหน้าที่เริ่มทราบข้อมูลสำคัญ ทั้งจำนวนกลุ่มผู้ก่อเหตุ อาวุธที่ใช้ในการลงมือ รวมถึงพฤติการณ์และวิธีการที่คนร้ายใช้
“คดีในลักษณะนี้จำเป็นต้องใช้เวลาในการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรัดกุม ซึ่งปัจจุบันยังคงอยู่ระหว่างขั้นตอนการสืบสวนสอบสวนเชิงลึกเพื่อติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดี”

ผบ.ตร.กล่าวอีกว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้เป็นการมารับฟังรายงานและร่วมประเมินมาตรการป้องกันเหตุของตำรวจภูธรภาค 9 และหน่วยงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากในปัจจุบันพื้นที่ทั้ง 3 จังหวัด มีการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) ครอบคลุมจำนวน 18 อำเภอ ซึ่งในทางปฏิบัติ ฝ่ายตำรวจจะต้องขึ้นตรงการบังคับบัญชาทางยุทธการร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง ทั้งนี้ที่ผ่านมาได้มีการวางแผนการปฏิบัติงานไว้มากพอสมควรแล้ว
“ในการประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ ได้เน้นย้ำและให้คำแนะนำในเรื่องของเทคนิควิธีปฏิบัติ โดยสั่งให้นำข้อมูลและสถิติการเกิดเหตุในอดีตมาทำการวิเคราะห์แยกแยะในรูปแบบใหม่ เพื่อนำมาปรับใช้ในการวางแผน ซึ่งรายละเอียดในส่วนนี้เป็นความลับทางราชการ ไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้ แต่หลักการสำคัญคือการมุ่งเน้นไปที่การทำงานข่าวกรองและการบูรณาการร่วมกัน เพื่อยับยั้งและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้น เนื่องจากถือเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการสร้างความปลอดภัยให้แก่พี่น้องประชาชน รวมถึงตัวเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งหน่วยงานความมั่นคงและตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ด้วย”
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการและประชาชนว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้วิธีการเข้าพบและพูดคุยกับผู้ประกอบการโดยตรง ร่วมกันหารือถึงมาตรการป้องกัน การติดตั้งเครื่องมือ และอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยต่างๆ เพื่อให้ภาคเอกชนและผู้ประกอบการมีความเข้าใจตรงกันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจมีแผนการป้องกันอย่างไร และต้องการความร่วมมือในส่วนใดบ้างจากภาคเอกชน เพราะความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ เป็นหัวใจที่สำคัญที่สุด
ในส่วนของตำรวจ ขอยืนยันว่าจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อคืนความสงบเรียบร้อยให้แก่พื้นที่อย่างดีที่สุด
