
เข้าสู่ปีงบประมาณ 2570 แล้ว ยุทธศาสตร์ดับไฟใต้เรื่อง “ถอนทหาร” และถ่ายโอนภารกิจให้หน่วยงานพลเรือนอย่างฝ่ายปกครอง โดยเฉพาะ อส. รับผิดชอบพื้นที่แทนทหาร ไม่เกิดขึ้นจริง
แม้จะบรรจุไว้ใน “ยุทธศาสตร์ชาติ” และยุทธศาสตร์อื่นที่เกี่ยวข้อง
แต่รัฐบาลและผู้รับผิดชอบ แก้สถานการณ์นี้ด้วยการนำร่องโมเดล “ศปก.อำเภอ” ให้นายอำเภอมีอำนาจเต็มในการจัดการปัญหาพื้นที่บางมิติ เบื้องต้น 14 อำเภอชายแดนที่ติดกับมาเลเซีย โดยเน้นงานด้านซีลชายแดน สกัดการลักลอบข้ามแดน ตลอดจนงานด้านการศึกษา ด้านคุณภาพชีวิต การสื่อสารความเข้าใจ และการพัฒนา
ล่าสุดในวาระของการส่งมอบหน้าที่ ผอ.รมน.ภาค 4 ระหว่าง พล.อ.นรธิป โพยนอก ผู้ช่วย ผบ.ทบ. กับ พล.ท.ชาคริต อุจะรัตน แม่ทัพภาคที่ 4 คนใหม่ ปรากฏว่าแม่ทัพป้ายแดงก็พูดถึงการสานต่อ “ศปก.อำเภอนำร่อง” 14 อำเภอด้วย
อ่านประกอบ : เปิดเส้นทาง “รองคิ้ว แม่ทัพภาคใต้” ไม่ใช่หน้าใหม่ที่ปลายขวาน!
สะท้อนว่าเป็นนโยบายที่ตกผลึกแล้วของรัฐบาล และองคาพยพที่เกี่ยวข้อง เพื่อเดินหน้าทดลองใช้โมเดลนี้ในการแก้ไขปัญหาพื้นที่ต่อไป
แต่จนถึงบัดนี้ บางฝ่ายก็ยังนึกภาพไม่ออกว่า “โมเดลใหม่” จะนำพาชายแดนใต้ไปในทิศทางใดแน่ ด้วยวิธีใด
“ทีมข่าวอิศรา” มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ นายนันทพงศ์ สุวรรณรัตน์ รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ซึ่งมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ เพราะร่วมออกแบบโมเดลมาตั้งแต่เริ่มต้น
@@ “นายอำเภอ CEO” ชูธงความเข้าใจ - ทหารหนุนงานมั่นคง

หลักการของกรอบคิดนี้ก็คือ ทิศทางใหม่ในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยรยกระดับโครงสร้าง ศูนย์ปฏิบัติการอำเภอ (ศปก.อำเภอ) สู่แนวคิด “นายอำเภอ CEO” เพื่อให้เกิดการบูรณาการแก้ปัญหาในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งมิติความมั่นคง การพัฒนา การศึกษา ความเป็นธรรม และการสื่อสาร โดยจะเริ่มนำร่องใน 14 อำเภอ ตั้งแต่เดือน ต.ค.69 (ปีงบประมาณ 2570) เป็นต้นไป
“โครงสร้างนี้เกิดจากการประมวลผลของคณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ต้องการกลไกซึ่งเข้าถึงแบบลงลึกระดับชุมชนหมู่บ้าน และสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง โดยพบว่า ศปก.อำเภอ ซึ่งเดิมออกแบบโดย กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เป็นโครงสร้างที่มีศักยภาพ ที่ผ่านมาแม้จะมีการจัดสรรงบประมาณผ่านกรมการปกครองปีละ 1 ล้านบาทต่ออำเภอ แต่รูปแบบเดิมมักเน้นหนักไปที่งานด้านความปลอดภัยและการใช้กำลัง อส. เป็นหลัก ทำงานแบบแยกส่วนตามภารกิจหน่วยงาน” รองฯนันทพงศ์ อธิบายถึงที่มาที่ไป ก่อนตกผลึก
“ดังนั้นจึงเกิดการทบทวนร่วมกันระหว่าง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า, สมช. (สภาความมั่นคงแห่งชาติ), ศอ.บต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำไปสู่แนวคิด ‘นายอำเภอ CEO’ ทํานองเดียวกับผู้ว่าราชการจังหวัด CEO โดยให้นายอำเภอเป็น ‘ศูนย์กลาง’ อย่างแท้จริงในการเชื่อมโยงงานจากทุกกระทรวง ทบวง กรม ท้องถิ่น ภาคเอกชน และประชาสังคม”
อ่านประกอบ : ไม่ต้องรอคำสั่ง! ลุยติดดาบ “ศปก.อำเภอ” สู้ไฟใต้
อ่านประกอบ : เคาะแล้ว! ไฟใต้ไปต่อแบบเดิม - ปี 70 ไม่มีถอนทหาร - อส.รอก่อน
@@ โครงสร้าง “พลเรือน - ตำรวจ - ทหาร” ไม่ใช่ผู้นำเดี่ยว

อย่างไรก็ดี รูปแบบการทำงานจริง ไม่ใช่นายอำเภอรวบอำนาจ แต่ขับเคลื่อนแบบมีส่วนร่วม
“มีการจัดโครงสร้างฝ่ายบริหารที่ชัดเจน ประกอบด้วย นายอำเภอ เป็น ผอ.ศปก.อำเภอ และมีรอง ผอ. 3 ฝ่าย ได้แก่ ตัวแทนฝ่ายปกครอง คือรองนายอำเภอจากสายมหาดไทย, ตัวแทนฝ่ายตำรวจ คือ ผู้กำกับการสถานีตำรวจที่ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดคัดเลือก และตัวแทนฝ่ายทหาร ซึ่งจะรับผิดชอบกรณีสถานการณ์เกินขีดความสามารถของฝ่ายปกครองและตำรวจ” รองฯนันทพงศ์ แจกแจง
เขาอธิบายต่อว่า ศปก.อำเภอ รูปแบบใหม่ จะขับเคลื่อนงานอย่างน้อย 5 ด้านที่ต้องมีความชัดเจน ได้แก่
- ด้านความปลอดภัย เป็นงานพื้นฐานของฝ่ายปกครองร่วมกับตำรวจ ส่วนฝ่ายความมั่นคง ทหารจะเข้ามาเสริมเฉพาะในสถานการณ์ที่ไม่ปกติเท่านั้น
- ด้านการศึกษา ถือเป็นมิติใหม่ที่จะมีการตั้ง “คณะกรรมการการศึกษาระดับอำเภอ” โดยมีนายอำเภอเป็นหัวขบวน ดึงบุคลากรการศึกษาภาครัฐ โรงเรียนเอกชน และผู้นำศาสนา เข้ามาบูรณาการพัฒนาร่วมกัน
- ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต มุ่งสร้างโอกาส ต่อยอดผลิตภัณฑ์ การค้าขายข้ามแดน และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน
- ด้านการอำนวยความเป็นธรรมดูแลปัญหาความขัดแย้ง ความเสมอภาค และการปฏิบัติต่อประชาชนให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ในพื้นที่
- ด้านการสื่อสารทางยุทธศาสตร์ สร้างความเข้าใจในวิถีชีวิตพหุวัฒนธรรม โดยมีคณะอนุกรรมการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์คอยรับมือกับข่าวสาร ลดความขัดแย้ง และสื่อสารข้อเท็จจริงอย่างเป็นเอกภาพ
@@ 14 อำเภอไม่ได้ติดชายแดนทั้งหมด
สำหรับแผนการขับเคลื่อน เริ่มคิกออฟตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. ซึ่งเป็นวันเริ่มปีงบประมาณ 2570 นำร่องใน 14 อำเภอ ประกอบด้วย 12 อำเภอที่มีแนวชายแดนติดประเทศเพื่อนบ้านตามกายภาพ บวกกับ อ.สุไหงปาดี ซึ่งเป็นพื้นที่เชื่อมต่อ อ.ตากใบ กับ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส และ อ.จะนะ จ.สงขลา ซึ่งเป็นประตูทางเข้า 3 จังหวัด
รองฯนันทพงศ์ บอกว่า โมเดลนี้จะมีการประเมินผลในรอบ 6 เดือนแรก หากกระบวนการมีเอกภาพและสัมฤทธิ์ผล จะขยายผลความเข้มข้นไปยัง 23 อำเภอที่เหลือ รวมครบ 37 อำเภอในอนาคต (ครอบคลุม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ 4 อำเภอของ จ.สงขลาที่เป็นพื้นที่รอยต่อ)
อ่านประกอบ : รัฐพลิกเกมดับไฟใต้ รุกมาเลย์ร่วมมือซีลชายแดน - บล็อกคน 2 สัญชาติ
@@ ประเดิมตั้ง “มหาดไทยส่วนหน้า” หนุนงาน “ศปก.อำเภอ”

เท่านั้นยังไม่พอ ในเดือน ต.ค.จะเกิดกลไก “มหาดไทยส่วนหน้า” เป็นปีแรก ซึ่งเป็นการรวม 5-6 กรมในกระทรวงมหาดไทยให้เป็นจุดเดียว เพื่อให้การทำงานมีเอกภาพและพร้อมสนับสนุนงานของ ศปก.อำเภอ ได้อย่างเต็มที่ โดยมี กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เป็นหน่วยอำนวยการ และ ศอ.บต. เป็นหน่วยสนับสนุนงานพัฒนา
อย่างไรก็ดี มีประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลว่า การดึงนายอำเภอและฝ่ายปกครองมาเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักในการแก้ปัญหา จะทำให้ตกเป็น “เป้าหมาย” ของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงแทนทหารหรือไม่?
@@ มั่นใจ “นายอำเภอ” ไม่ใช่เป้าหมายใหม่กลุ่มป่วนใต้
รองฯนันทพงศ์ ตอบคำถามในประเด็นนี้ว่า “เป้าหมายของ ศปก.อำเภอ ไม่ใช่เรื่องของการใช้ความรุนแรง หรือการจับปืน โดยการบังคับใช้กฎหมายปราบปรามยังเป็นหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคง แต่ ศปก.อำเภอ มาทำหน้าที่ดูแลคุณภาพชีวิต อนาคตลูกหลาน และอัตลักษณ์พหุวัฒนธรรม ซึ่งไม่ได้สร้างความสูญเสียให้ใคร จึงไม่มีเหตุผลที่ฝ่ายปกครองจะตกเป็นเป้าหมาย”
พร้อมระบุว่า หากพบสัญญาณความผิดปกติ ศปก.อำเภอ จะทำหน้าที่สื่อสารแจ้งเตือนไปยังฝ่ายความมั่นคง หรือพูดคุยทำความเข้าใจกับผู้เห็นต่างจากรัฐก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุรุนแรง ซึ่งท้ายที่สุดเมื่อสถานการณ์ความรุนแรงยุติลง ทหารจะค่อยๆ ถอนกำลังออกไป และกลไกปกติของฝ่ายปกครองจะเข้ามาดูแลเต็มรูปแบบ
@@ ชู “ศปก.อำเภอ” ตอบโจทย์โต๊ะเจรจา-ผู้เห็นต่างฯ
รองฯนันทพงศ์ ยังอธิบายเชื่อมโยงการทำงานของ ศปก.อำเภอ กับ โต๊ะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย โดยบอกว่า ข้อเรียกร้องเรื่องการปกครองตนเองหรือการกระจายอำนาจนั้น ภาครัฐสามารถนำมาปรับปรุงกลไกท้องถิ่นที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพสูงสุดได้ ซึ่งการที่ “ศปก.อำเภอ” ลงลึกไปแก้ปัญหาในทุกมิติ จะเป็นรูปธรรมหนึ่งที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง
ส่วนปัญหาความแตกแยกทางการเมืองในระดับชุมชนหรือท้องถิ่น เช่น ฝ่ายกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หัวคะแนน รองฯนันทพงศ์ เปรียบเทียบว่า การเมืองในชุมชนก็เหมือน “การเมืองในครอบครัว” ที่ทุกคนล้วนเป็นญาติพี่น้องกัน แม้จะมีความคิดเห็นต่างกัน หรือสนับสนุนนักการเมืองคนละฝั่ง แต่สุดท้ายก็ต้องอยู่ร่วมกัน จึงขอให้ทุกฝ่ายยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ลดการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย และแชร์ประโยชน์ร่วมกันภายใต้บริบทของการพึ่งพาอาศัยเกื้อกูลกัน
