
"...ปัญหาในเรื่องที่นายแพทย์สรณไม่ยอมหยุดปฏิบัติหน้าที่ และยังคงยืนยันจะปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานและกรรมการ กสทช. ต่อไป ถึงแม้ว่าศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งยกคำร้องขอทุเลาการบังคับตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาที่เป็นคำสั่งทางปกครองของนายแพทย์สรณไปแล้วก็ตาม หากพิจารณาในแง่มุมทางกฎหมายแล้ว มีทางออกของปัญหาเรื่องนี้ที่ผู้เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการได้หลายช่องทาง หากไม่นับรวมการที่นายกรัฐมนตรีเร่งนำชื่อนายแพทย์สรณขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง ดังนี้..."
ตามที่คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. มีคำวินิจฉัยอย่างเป็นเอกฉันท์ว่า นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และมาตรา 18 กำหนดให้ถือว่าเป็นการสละสิทธิ์และไม่เคยได้รับเลือกเป็นกรรมการ กสทช. มาตั้งแต่ต้น อีกทั้งมาตรา 15/1 กำหนดให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาเป็นที่สุด อย่างไรก็ตาม นายแพทย์สรณไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยดังกล่าว และยืนยันจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง โดยอ้าง มาตรา 20 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ และแสดงตนเป็นประธานการประชุม คณะกรรมการ กสทช. ติดต่อกันมาหลายครั้ง จนถึงครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2569 แต่ไม่สามารถดำเนินการประชุมได้ เนื่องจากกรรมการ กสทช. หลายท่านไม่ยอมเข้าร่วมประชุมด้วยทำให้องค์ประชุมไม่ครบ เพราะเกรงว่าจะทำผิดกฎหมายและจะมีความรับผิดและความเสียหายเกิดขึ้นจากการประชุมและลงมติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถ้าหากเหตุการณ์ยังเป็นเช่นนี้เรื่อยไปย่อมส่งผลให้การประชุมคณะกรรมการของ กสทช. ไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ และจะทำให้เรื่องสำคัญที่คณะกรรมการ กสทช. จำเป็นต้องเร่งดำเนินการพิจารณาคั่งค้างเกิดความเสียหายขึ้น เช่น มาตรการกำกับดูแลภายหลังการควบรวมกิจการโทรคมนาคม มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต ตลอดจนการกำกับดูแลกิจการโทรทัศน์ดิจิทัล
ปัญหาในเรื่องที่นายแพทย์สรณไม่ยอมหยุดปฏิบัติหน้าที่ และยังคงยืนยันจะปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานและกรรมการ กสทช. ต่อไป ถึงแม้ว่าศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งยกคำร้องขอทุเลาการบังคับตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาที่เป็นคำสั่งทางปกครองของนายแพทย์สรณไปแล้วก็ตาม หากพิจารณาในแง่มุมทางกฎหมายแล้ว มีทางออกของปัญหาเรื่องนี้ที่ผู้เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการได้หลายช่องทาง หากไม่นับรวมการที่นายกรัฐมนตรีเร่งนำชื่อนายแพทย์สรณขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง ดังนี้
1. กรรมการ กสทช. เสียงข้างมากประชุมร่วมกันโดยดำเนินการประชุมให้ถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับ และดำเนินการเลือกประธานในที่ประชุมเป็นการชั่วคราว และมีมติรับรองการพ้นจากตำแหน่งของนายแพทย์สรณตามคำวินิจฉัยของกรรมการสรรหาที่ให้ถือว่านายแพทย์สรณมีลักษณะต้องห้าม ไม่เคยได้รับเลือกเป็นกรรมการ กสทช. มาตั้งแต่ต้น รวมทั้งมีมติสั่งให้นายแพทย์สรณต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ มีมติให้การกระทำใด ๆ ของนายแพทย์สรณที่อ้างอำนาจในฐานะประธานและกรรมการ กสทช. ภายหลังกรรมการสรรหามีคำวินิจฉัย เป็นการกระทำที่ไม่มีผลผูกพัน กสทช. และคณะกรรมการ กสทช. ห้ามนายแพทย์สรณเข้าประชุม ห้ามออกเสียง ห้ามใช้อำนาจใด ๆ ในนามประธานและกรรมการ กสทช. หากนายแพทย์สรณเข้าร่วมประชุมก็ไม่นับเป็นองค์ประชุม และลงมติสั่งการให้สำนักงาน กสทช. ห้ามเชิญนายแพทย์สรณเข้าประชุม ห้ามรับรองคำสั่ง การลงนาม หรือการใช้อำนาจใด ๆ ที่อ้างว่าเป็นของประธานและกรรมการ กสทช. โดยนายแพทย์สรณ รวมทั้งห้ามดำเนินการตามคำสั่งของนายแพทย์สรณ และห้ามดำเนินการใด ๆ ที่สนับสนุนการดำเนินการของนายแพทย์สรณที่เกี่ยวข้องกับ กสทช.
2. ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาถือว่า นายแพทย์สรณได้สละสิทธิในกระบวนการสรรหาแล้ว จึงย่อมไม่มีสถานะเป็นกรรมการ กสทช. มาตั้งแต่ต้น การที่นายแพทย์สรณไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่อ้างอำนาจในตำแหน่งประธานและกรรมการ กสทช. ปฏิบัติหน้าที่ดังเดิม จึงเป็นการกระทำทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรรมการ กสทช. รวมทั้งผู้มีส่วนได้เสียคนอื่น ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้ศาลมีคำวินิจฉัยว่านายแพทย์สรณ ไม่มีสถานะเป็นกรรมการ กสทช. อีกต่อไปแล้วและไม่มีอำนาจปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว และมีคำสั่งให้นายแพทย์สรณหยุดการปฏิบัติหน้าที่และงดเว้นการใช้อำนาจในฐานะประธานและกรรมการ กสทช. พร้อมทั้งมีคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉินและขอคุ้มครองชั่วคราวให้นายแพทย์สรณหยุดปฏิบัติหน้าที่ประธานและกรรมการ กสทช. จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงจากการที่นายแพทย์สรณซึ่งไม่มีอำนาจตามกฎหมาย เข้าร่วมในการตัดสินใจ ออกเสียงลงมติ หรือใช้อำนาจใน กสทช. ที่อาจส่งผลให้มติหรือการดำเนินการต่าง ๆ ของคณะกรรมการ กสทช. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กระทบและสร้างความเสียหายต่อผู้ประกอบการและประชาชนในวงกว้างได้
3. นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้รักษาการตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มีอำนาจตามกฎหมายในการสั่งการให้นายแพทย์สรณปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาด้วยการหยุดปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธานและกรรมการ กสทช. โดยอาจจะมีผู้ไปยื่นเรื่องให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการในเรื่องนี้ก็ได้
“ส่องทาง”

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา