‘ชาญชัย’ ยื่นคำร้อง ‘ป.ป.ช.’ กล่าวโทษ ‘อนุทิน-พวก’ ผิดมาตรา 157 ละเว้นปฏิบัติหน้าที่-เพิกเฉยข้อเสนอแนะป้องกันทุจริตฯ ปล่อยให้ ‘ทอท.’ แก้สัญญา ‘ดิวตี้ฟรี’ ทำรัฐเสียหาย
......................................
เมื่อวันที่ 3 เม.ย. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ และคณะ เข้ายื่นหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย คณะรัฐมนตรี (ครม.) คณะกรรมการ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) และผู้เกี่ยวข้อง กรณีมีพฤติการณ์ส่อเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐและประชาชน
กรณีเพิกเฉยต่อคำแนะนำหรือข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต กรณีศึกษาการแก้ไขสัญญางานให้สิทธิประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากรและงานให้สิทธิประกอบกิจการบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ภายในอาคารผู้โดยสารให้กับคู่สัญญาของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทำให้รัฐเสียหาย 1.8 หมื่นล้านบาท/ปี และฝ่าฝืน พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561
“เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ.2568 คณะรัฐมนตรีได้ประชุมมีมติรับทราบข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต กรณีศึกษาการแก้ไขสัญญางานให้สิทธิประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร และงานให้สิทธิประกอบกิจการบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ภายในอาคารผู้โดยสารให้กับคู่สัญญาของ ทอท. ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เสนอ และให้กระทรวงการคลัง (กค.) เป็นหน่วยงำนหลัก รับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงคมนาคม
สำนักงานอัยการสูงสุด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้ข้อยุติ โดยให้กระทรวงการคลังสรุปผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งจากสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
แต่หลังจากนั้นปรากฎว่าบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) และกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ได้ประกอบกิจการบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ภายในอาคารผู้โดยสารของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เป็นการดำเนินการ โดยเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการ ทอท. เพื่อพิจารณาอนุมัติ และได้ดำเนินการแก้ไขสัญญาโดยอาศัยมติที่ประชุมคณะกรรมการ ทอท. ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนการคำนวณผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำที่แตกต่างจากเงื่อนไขที่กำหนดใน TOR และในสัญญาฉบับก่อนแก้ไข รวมถึงการขยายระยะเวลาของสัญญาด้วย
การแก้ไขสัญญาดังกล่าวเกิดขึ้น โดยการประชุมของคณะกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ครั้งที่ 18/2568 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 และอนุมัติให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) แก้ไขสัญญาได้ ซึ่งเลขานุการของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ได้ทำหนังสืออนุมัติให้ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) แก้ไขสัญญาได้ ซึ่งบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ที่ ทอท. 22033/2568 ลงวันที่ 3 ธันวาคม 2568 แจ้งไปยังกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
กรณีดังกล่าวถือได้ว่าเป็นความผิดสำเร็จแล้ว และก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อรายได้ของรัฐ และประโยชน์สาธารณะ และขัดต่อกฎหมายอีกหลายฉบับ ดังเช่นกรณีที่ ป.ป.ช.ได้อ้างถึง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 32 บัญญัติว่า
“คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหน้าที่และอำนาจเสนอมาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา ศาล องค์กรอิสระ หรือองค์กรอัยการในเรื่องดังต่อไปนี้
(1) ปรับปรุงการปฏิบัติราชการ หรือวางแผนงานโครงการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ เพื่อป้องกันหรือปราบปรามการทุจริต การกระทาความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม
(2) จัดให้มีมาตรการและกลไกที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนอย่างเข้มงวด
(3) เสนอแนะให้มีการปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือ มาตรการใดที่เป็นช่องทางให้มีการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดผลดีต่อราชการได้
ในการจัดทำมาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการ ป.ป.ช. อาจจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในเรื่องที่กระทบต่อประโยชน์สาธารณะก็ได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด
เมื่อองค์กรตามวรรคหนึ่งได้รับแจ้งมาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว หากเป็นกรณีที่ไม่อาจดำเนินการได้ ให้แจ้งปัญหาและอุปสรรคต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ทราบต่อไป ทั้งนี้ ไม่เกินเก้าสิบ (90) วันนับแต่ได้รับแจ้งจากคณะกรรมการ ป.ป.ช.”
หลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช.เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 แล้ว ปรากฏว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ดำเนินการภายใน 30 วัน ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติ อีกทั้งยังปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปจนพ้นกำหนด 90 วัน โดยที่ไม่ดำเนินการตามข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช. ตามมาตรา 32 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 และไม่มีเหตุผลอันสมควร จนเกิดความเสียหายปีละ 18,000 ล้านบาท ซึ่ง ป.ป.ช.สามารถรายงานต่อรัฐสภา ตามอำนาจหน้าที่ เพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติดำเนินการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารได้
นอกจากนี้ ป.ป.ช. ยังมีอำนาจไต่สวน เพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาแก่เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องทุกคนในความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นกำรปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า มีการเพิกเฉยต่อคำแนะนำหรือข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช. และทำให้รัฐสูญเสียรายได้ปีละ 18,000 ล้านบาท
และยังอาจเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 ตามข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช. ที่ระบุชัดเจนว่าการแก้ไขสัญญาต้องคำนึงถึงวินัยการเงินการคลังและผลประโยชน์ตอบแทนของรัฐเป็นสำคัญ ซึ่งการไม่ดำเนินการตามข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช. ดังกล่าว ทำให้มีการแก้ไขสัญญาที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ทำกับกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงสำระสำคัญของสัญญา อันมีผลกระทบต่อผลประโยชน์ตอบแทนที่รัฐควรได้รับหรือก่อให้เกิดผลผูกพันทรัพย์สิน หรือก่อให้เกิดภาระทางการเงินการคลังแก่รัฐเป็นอย่างมาก เกิดความเสียหายต่อรายได้ของรัฐ ถือเป็นการฝ่าฝืนหลักการบริหารงบประมาณ และความคุ้มค่าตามกฎหมายฉบับดังกล่าวด้วย

จากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ข้าพเจ้าจึงขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 32 ดังต่อไปนี้
ประการที่ 1 ขอให้ ป.ป.ช. ทำรายงานส่งให้รัฐสภาว่า ป.ป.ช.ได้ทำรายงานแจ้งเตือนป้องกันการทุจริตไปให้กับคณะรัฐมนตรี และ/หรือรัฐบาลรับทรำบแล้ว แต่ไม่ได้รับการปฏิบัติ จึงจำเป็นต้องแจ้งให้ฝ่ายนิติบัญญัติ คือ รัฐสภาตามนัยของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 32 ดังกล่าว เพื่อดำเนินการเปิดอภิปรายไม่ไว้ใจ หรือ ดำเนินการสอบถามรัฐบาลว่า เหตุใดจึงปล่อยให้เกิดความเสียหายร้ายแรงเช่นนี้
ประการที่ 2 ขอให้ ป.ป.ช.ดำเนินการคดีอาญาแก่คณะรัฐมนตรีทั้งคณะ ที่ได้รับเรื่องดังกล่าวจาก ป.ป.ช. แล้ว แต่ไม่ดำเนินการให้ถูกต้อง และก่อให้เกิดผลเสียหายแก่รัฐถึง 18,000 ล้านบาทต่อปี รวมตลอดอายุสัญญา 10 ปี คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 180,000 ล้านบาท ตามรายงานข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช. ถือว่าเป็นความผิดข้อหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่ก่อให้เกิดผลเสียหายต่อประเทศชาติ และราชการอย่างร้ายแรง
ประการที่ 3 ขอให้ ป.ป.ช. สั่งให้หน่วยงานดำเนินการแก่รัฐมนตรีที่กำกับดูแลเรื่องนี้และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง อาทิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อัยการสูงสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนำคม และคณะกรรมการบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ที่ ร่วมกันกระทำความผิด โดยให้ดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบกลางต่อไป
ประการที่ 4 ขอให้ใช้อำนาจทำงปกครองในการเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้น และเพื่อป้องกันไม่ให้เอกชนฟ้องกลับ โดย พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ดำเนินการตามกฎหมายฟอกเงิน คือ ดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในข้อหาฟอกเงิน ตามมาตรา 3(5) และมาตรา 5 ที่ถือว่าการทุจริตเป็นความผิดมูลฐานในการฟอกเงินและให้มีการยึดทรัพย์ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ด้วย
อนึ่ง กรณีนี้หน่วยงานของรัฐและผู้ที่มีอำนาจทั้งหมดที่เกี่ยวข้องร่วมกันกระทำความผิดอย่างร้ายแรงดังกล่าว และขัดต่อมติคณะกรรมการนโยบายการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน ที่เคยอ้างถึงคำวินิจฉัยของศาลปกครอง ตามความเห็นที่ 122 ระบุว่า
“กิจการร้านค้าปลอดอากร (Duty Free) ไม่ใช่บริการสาธารณะ แต่เป็นการดำเนินการเชิงพาณิชย์ไม่ใช่กิจการเกี่ยวเนื่องที่จำเป็นต้องมีในทุกท่าอากาศยาน และกิจการร้านค้าปลอดอากร (Duty Free) ยังเป็นกิจการที่เสริมรายได้ให้แก่ท่าอากาศยาน ทั้งไม่ได้เป็นกิจการเกี่ยวเนื่องที่จำเป็นที่ขาดไม่ได้ จึงไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 7 (3) แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562”
แต่เมื่อบริษัทอ้างว่าขาดสภาพคล่อง ไม่มีเงินมาชำระค่าผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่รัฐตามสัญญา โดยดำเนินการแก้ไขสัญญา แต่บริษัทกลับมีเงินไปปลดหนี้ 7,800 ล้านบาทให้แก่ เลสเตอร์ซิตี้ ซึ่งเป็นบริษัทลูกของกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ตามที่นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2566 ตามเอกสารที่ส่งมาด้วยลำดับที่ 6
พฤติการณ์การกระทำของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งบุคคลที่เกี่ยวข้องดังกล่าว ส่อไปในทางเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นกำรปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐและประชาชนหรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและร่วมกันฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2562 มาตรา 3 และมาตรา 5 อีกด้วย
จึงเรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการต่อไปโดยเร่งด่วน ขณะนี้ประเทศชาติจำเป็นต้องใช้เงิน เพื่อรับมือกับวิกฤติพลังงานและฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยที่ไม่จำเป็นต้องไปขึ้นภาษีให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน
ทั้งนี้ หาก ป.ป.ช.ไม่ดำเนินการใดๆ อาจตกเป็นผู้กระทำความผิดเสียเอง ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ รวมทั้ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157” หนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษนายอนุทิน และผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ และพล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป ที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 3 เม.ย.2569 ระบุ
นายชาญชัย กล่าวกับสำนักข่าวอิศราว่า เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.2568 ในช่วงก่อนเที่ยง ครม. มีมติรับทราบข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต กรณีศึกษาการแก้ไขสัญญางานให้สิทธิประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร และงานให้สิทธิประกอบกิจการบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ภายในอาคารผู้โดยสารให้กับคู่สัญญาของ ทอท. ตามที่ ป.ป.ช. เสนอ (อ่านประกอบ : เปิดข้อเสนอ ป.ป.ช.สกัดทุจริตแก้สัญญาดิวตี้ฟรี ต้องไม่เอื้อ'บางราย'-ทำตามกม.วินัยการเงินฯ)
ขณะเดียวกัน ในข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช. ดังกล่าว ยังระบุว่า การแก้สัญญาร้านจำหน่ายสินค้าปลอดอากร (ดิวตี้ฟรี) และสัญญางานให้สิทธิประกอบกิจการบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ภายในอาคารผู้โดยสาร ระหว่าง ทอท.กับคู่สัญญา ในช่วงที่ผ่านมานั้น ทำให้รัฐเสียหาย 18,000 ล้านบาท/ปี หรือ 180,000 ล้านบาทในช่วง 10 ปี
แต่ปรากฏว่าในช่วงบ่ายวันเดียวกัน (2 ธ.ค.2568) บอร์ด ทอท. ได้มีมติเห็นชอบให้แก้ไขสัญญางานให้สิทธิประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ระหว่าง ทอท. และคู่สัญญา โดยมีการปรับเปลี่ยนการคำนวณผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำ ซึ่งแตกต่างจากเงื่อนไขที่กำหนดใน TOR รวมถึงการขยายระยะเวลาของสัญญาให้กับคู่สัญญาด้วย อีกทั้งไม่มีการแจ้งเรื่องดังกล่าวให้ ครม.รับทราบแต่อย่างใด ซึ่งการดำเนินการของ ทอท. ดังกล่าว เป็นการดำเนินการที่ขัดต่อข้อเสนอแนะฯของ ป.ป.ช.
ดังนั้น ตนและคณะ จึงยื่นคำร้องทุกข์ต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบการกระทำของนายอนุทิน ในฐานะนายกฯ ครม. และผู้เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
อ่านประกอบ :
ก่อนอุ้ม'คิงเพาเวอร์'รอบ2! 'ทอท.'แก้สัญญา‘ดิวตี้ฟรี-บริหารพื้นที่’ปี 63 รัฐสูญ 1.8 แสนล.
เปิดข้อเสนอ ป.ป.ช.สกัดทุจริตแก้สัญญาดิวตี้ฟรี ต้องไม่เอื้อ'บางราย'-ทำตามกม.วินัยการเงินฯ
บอร์ดทอท.เคาะแก้สัญญาดิวตี้ฟรีสนามบิน 5 แห่ง - ครม.รับทราบ ป.ป.ช.ส่งข้อเสนอแนะ
จ่อสรุปผลการศึกษา ‘ปัญหาดิวตี้ฟรี คิงเพาเวอร์’ ก.ย.นี้ ยันถ้าประมูลใหม่ยึดประโยชน์ ทอท. สูงสุด
เสียปย. 1.8 หมื่นล./ปี! ทอท.โชว์ผลกระทบแก้สัญญา‘ดิวตี้ฟรี’ปี 63 ก่อนอุ้ม‘คิงเพาเวอร์’รอบ2
ทอท.แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ‘คิงเพาเวอร์’ขอเลิกดิวตี้ฟรี 5 สนามบิน รวม‘สุวรรณภูมิ-ดอนเมือง’
คิงเพาเวอร์ขอเลิกสัญญาดิวตี้ฟรี 3 สนามบินทอท. ‘ภูเก็ต-เชียงใหม่-หาดใหญ่’
‘ป.ป.ช.’ตั้ง‘คกก.ไต่สวน’ ปม‘ทอท.’แก้สัญญา‘ดิวตี้ฟรี-พื้นที่พาณิชย์’ส่อเอื้อ‘คิงเพาเวอร์’
ครม.รับทราบแนวทางยกเลิก‘ดิวตี้ฟรี’ขาเข้า กระตุ้น'นักท่องเที่ยว'จับจ่ายใช้สอยในประเทศ
'ชาญชัย'อุทธรณ์คดีฟ้อง'ทอท.'ปมแก้ไขสัญญาดิวตี้ฟรี หลัง'ศาลคดีทุจริตฯ'ชี้ไม่ใช่ผู้เสียหาย
ไม่ใช่ผู้เสียหาย! 'ศาลอาญาคดีทุจริตฯ'ยกฟ้องคดี'ทอท.'แก้สัญญาดิวตี้ฟรี-'ชาญชัย'จ่ออุทธรณ์
พลิกคำแถลงฯ‘อัยการ’แก้ต่าง คดีฟ้อง‘ทอท.’แก้สัญญา‘ดิวตี้ฟรี’มิชอบ ก่อนศาลฯนัดชี้มูล ก.พ.66
‘ศาลคดีทุจริตฯ’นัดชี้มูล คดี‘ทอท.’แก้สัญญา‘ดิวตี้ฟรี-พื้นที่เชิงพาณิชย์’ 28 ก.พ.ปีหน้า
ศาลคดีทุจริตฯ นัดสืบพยานปาก 'ผู้แทน สศค.' คดี 'ทอท.' แก้สัญญา' ดิวตี้ฟรี 7 ธ.ค.นี้
'ศาลคดีทุจริตฯ'นัด'พยานปากสุดท้าย'ไต่สวนมูลฟ้อง คดี'ทอท.'แก้สัญญา'ดิวตี้ฟรี' ต.ค.นี้
ย้อนบันทึก'บอร์ด ทอท.' ต่อเวลาอุ้ม'สายการบิน-ดิวตี้ฟรี' พยุงรายได้ปี 65 แตะ 2 หมื่นล.
'ศาลคดีทุจริตฯ'แจ้ง'ผู้ตรวจการแผ่นดิน'ส่งผู้แทนเบิกความเป็นพยาน คดีแก้สัญญา'ดิวตี้ฟรี'
ศาลคดีทุจริตฯ เรียก 5 หน่วยงาน ให้ข้อเท็จจริง คดีฟ้อง'ทอท.'แก้สัญญา'ดิวตี้ฟรี'มิชอบ
เป็นอำนาจบอร์ด! 'ทอท.' ย้ำแก้สัญญา ‘ดิวตี้ฟรี’ ไม่เข้าข่ายพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ
‘สคร.กลับลำ! ร่อนหนังสือแจ้ง‘ทอท.’แก้สัญญาดิวตี้ฟรี ไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.วินัยการเงินฯ
'ศาลอุทธรณ์' พิพากษากลับ ยกฟ้อง ‘ชาญชัย’ คดีหมิ่นประมาท ‘คิงเพาเวอร์’
‘สคร.’ร่อน‘หนังสือลับ’สั่ง‘ทอท.’แจงปมแก้ไขสัญญา‘ดิวตี้ฟรี-บริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์’
เลื่อนนัดสืบพยานฝ่ายโจทก์! คดี‘ชาญชัย’ฟ้อง‘ทอท.’แก้สัญญา'ดิวตี้ฟรี'เสียหาย 4.2 หมื่นล.

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา