
แพร่บันทึก ‘กฤษฎีกา’ วินิจฉัยปม ‘อปท.’ ติดประกาศ ‘ห้าม-ขอความร่วมมือ’ งดให้อาหาร ‘สุนัข-แมวจรจัด’ ชี้ทำได้ตามกฎหมาย-ไม่เข้าข่ายเป็นการ ‘ทารุณกรรมสัตว์’ แนะการออกประกาศฯ ให้พิจารณาถึงความจำเป็น-ข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี พร้อมบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ปัญหา ‘สัตว์จรจัด’
............................................
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เผยแพร่บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง การออกประกาศห้ามหรือขอความร่วมมือประชาชนงดให้อาหารแก่สัตว์ในพื้นที่สาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นการทารุณกรรมสัตว์ตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 หรือไม่ (เรื่องเสร็จที่ 390/2559)
โดยกรณีดังกล่าว คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 7) วินิจฉัยว่า การที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ออกประกาศห้ามหรือขอความร่วมมือประชาชนงดให้อาหารแก่สัตว์ในพื้นที่สาธารณะของ อปท. นั้น ไม่เป็น “การทารุณกรรม" ตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 แต่เป็นเพียงการแจ้งให้ประชาชนทราบถึงหน้าที่ในการรักษาความสะอาดในพื้นที่สาธารณะ
อย่างไรก็ดี คณะกรรมการกฤษฎีกา มีความเห็นว่า ในการออกประกาศห้ามหรือขอความร่วมมือประชาชนงดให้อาหารแก่สนัขหรือแมวที่อาศัยในพื้นที่สาธารณะนั้น จะต้องพิจารณาถึงความจำเป็น และข้อเท็จจริงเป็นรายกรณีที่อาจแตกต่างกันในแต่ละสถานที่ ขนาดของพื้นที่ จำนวนประชาชนที่ใช้ประโยชน์ในที่สาธารณะ จำนวนและลักษณะการดำรงชีวิตของสัตว์จรจัด
รวมทั้งควรจะได้คำนึงถึงการสร้างความสมดุลในการจัดสวัสดิภาพของสัตว์จรจัดที่เหมาะสมควบคู่กับประโยชน์สาธารณะที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินมาตรการดังกล่าว หรือพิจารณามาตรการอื่นที่เหมาะสมที่จะดำเนินการควบคู่ไปกับการออกประกาศห้ามหรือขอความร่วมมือประชาชนงดให้อาหารแก่สัตว์จรจัดด้วย
อนึ่ง ปัญหาสัตว์จรจัดส่งผลกระทบในหลายด้าน เช่น ด้านความสะอาดของชุมชน การก่อให้เกิดเหตุรำคาญแก่ประชาชนในพื้นที่ และเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมปศุสัตว์ กรมอนามัย การแก้ปัญหาสัตว์จรจัดและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ จึงควรที่จะบูรณาการการทำงาน โดยหารือร่วมกันในการกำหนดแนวทางการดำเนินการและการประสานงานระหว่างกันเพื่อให้ทำงานได้อย่างประสานและสอดคล้องกันในการบรรลุวัตถุประสงค์ของกฎหมาย
ทั้งในการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง การสาธารณสุข และสวัสดิภาพของสัตว์จรจัดให้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม เช่น การจัดหาสถานที่หรือพื้นที่ที่เหมาะสมแก่การให้อาหารสัตว์จรจัดที่ไม่เป็นการสร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ชุมชนหรือประชาชนทั่วไปไว้เป็นการเฉพาะ
“คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 7) ได้พิจารณาข้อหารือของกรมปศุสัตว์ โดยมีผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กรมปศุสัตว์) ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย (กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น) และผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข (กรมอนามัย) เป็นผู้ชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว เห็นควรกำหนดประเด็นการพิจารณาเป็นสองประเด็น โดยมีความเห็นในแต่ละประเด็น ดังนี้
ประเด็นที่หนึ่ง การที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกประกาศห้ามหรือขอความร่วมมือประชาชนงดให้อาหารแก่สุนัขหรือแมวที่อาศัยในพื้นที่สาธารณะ โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 เพื่อระงับหรือป้องกันการกระทำที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ
และเพื่อดูแลรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมืองและที่สาธารณะในเขตพื้นที่ที่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นๆ รับผิดชอบ เป็นการทารุณกรรมสัตว์ตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 หรือไม่
เห็นว่า มาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันการทารณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 กำหนดบทนิยามคำว่า “การทารุณกรรม” ไว้ หมายถึง การกระทำหรืองดเว้นการกระทำใดๆ ที่ทำให้สัตว์ได้รับความทุกข์ทรมานไม่ว่าทางร่างกายหรือจิตใจ ได้รับความเจ็บปวด ความเจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรืออาจมีผลทำให้สัตว์นั้นตาย รวมถึงการใช้สัตว์เพื่อแสวงหาประโยชน์เกินสมควรหรือไม่สมควรด้วย
เมื่อกรณีตามข้อหารือ เป็นกรณีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ออกประกาศห้ามหรือขอความร่วมมือประชาชนงดให้อาหารแก่สุนัขหรือแมวที่อาศัยในพื้นที่สาธารณะ โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อระงับหรือป้องกันการกระทำที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ และเพื่อดูแลรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมืองและที่สาธารณะ หากผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ให้ความร่วมมือจะมีโทษตามที่ระบุไว้ในประกาศนั้น
โดยไม่ปรากฎข้อเท็จจริงว่า เมื่อได้ออกประกาศแล้วองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้มีการกระทำหรืองดเว้นการกระทำใดที่เป็นการทารุณกรรมตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ฯ ดังนั้น การออกประกาศห้ามหรือขอความร่วมมือดังกล่าว จึงไม่เป็น “การทารุณกรรม" ตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ฯ แต่เป็นเพียงการแจ้งให้ประชาชนทราบถึงหน้าที่ในการรักษาความสะอาดในพื้นที่สาธารณะ
ประเด็นที่สอง หากการออกประกาศห้ามหรือขอความร่วมมือประชาชนงดให้อาหารแก่สุนัขหรือแมวที่อาศัยในพื้นที่สาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นการทารุณกรรมสัตว์ เจ้าหน้าที่ของกรมปศุสัตว์ ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 มีอำนาจในการสั่งปลดหรือแก้ไขข้อความในป้ายที่ติดประกาศตามพื้นที่สาธารณะได้หรือไม่ หรือมีแนวทางในการปฏิบัติอย่างไร
เห็นว่า เมื่อได้ให้ความเห็นในประเด็นที่หนึ่งแล้วว่า การที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกประกาศห้ามหรือขอความร่วมมือประชาชนงดให้อาหารแก่สุนัขหรือแมวที่อาศัยในพื้นที่สาธารณะ ไม่เป็นการทารุณกรรมตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 กรณีจึงไม่จำเป็นต้องให้ความเห็นในประเด็นนี้
อย่างไรก็ดี ในการออกประกาศห้ามหรือขอความร่วมมือประชาชนงดให้อาหารแก่สนัขหรือแมวที่อาศัยในพื้นที่สาธารณะ จะต้องพิจารณาถึงความจำเป็น และข้อเท็จจริงเป็นรายกรณีที่อาจแตกต่างกันในแต่ละสถานที่ ขนาดของพื้นที่ จำนวนประชาชนที่ใช้ประโยชน์ในที่สาธารณะ จำนวนและลักษณะการดำรงชีวิตของสัตว์จรจัด รวมทั้งควรจะได้คำนึงถึงการสร้างความสมดุลในการจัดสวัสดิภาพของสัตว์จรจัดที่เหมาะสมควบคู่กับประโยชน์สาธารณะที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินมาตรการดังกล่าว หรือพิจารณามาตรการอื่นที่เหมาะสมที่จะดำเนินการควบคู่ไปกับการออกประกาศห้ามหรือขอความร่วมมือประชาชนงดให้อาหารแก่สัตว์จรจัดด้วย
อนึ่ง ปัญหาสัตว์จรจัดส่งผลกระทบในหลายด้าน เช่น ด้านความสะอาดของชุมชน การก่อให้เกิดเหตุรำคาญแก่ประชาชนในพื้นที่ และเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมปศุสัตว์ กรมอนามัย การแก้ปัญหาสัตว์จรจัดและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ จึงควรที่จะบูรณาการการทำงาน โดยหารือร่วมกันในการกำหนดแนวทางการดำเนินการและการประสานงานระหว่างกันเพื่อให้ทำงานได้อย่างประสานและสอดคล้องกันในการบรรลุวัตถุประสงค์ของกฎหมาย
ทั้งในการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง การสาธารณสุข และสวัสดิภาพของสัตว์จรจัดให้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม เช่น การจัดหาสถานที่หรือพื้นที่ที่เหมาะสมแก่การให้อาหารสัตว์จรจัดที่ไม่เป็นการสร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ชุมชนหรือประชาชนทั่วไปไว้เป็นการเฉพาะ” บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง การออกประกาศห้ามหรือขอความร่วมมือประชาชนงดให้อาหารแก่สัตว์ในพื้นที่สาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นการทารุณกรรมสัตว์ตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 หรือไม่ (เรื่องเสร็จที่ 390/2559) ระบุ
ก่อนหน้านี้ กรมปศุสัตว์มีหนังสือ ที่ กษ 0604/4444 ลงวันที่ 6 มีนาคม 2569 ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สรุปความได้ดังนี้
1.สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสระบุรีและสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนครราชสีมาได้ขอหารือต่อกรมปศุสัตว์ กรณีได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน ดังนี้
(1) กรณีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกประกาศหรือติดป้ายห้ามประชาชนให้อาหารแก่สุนัขและแมวที่อาศัยในพื้นที่สาธารณะโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผลของการออกประกาศ คือ การงดเว้นการให้อาหารสัตว์อันเป็นปัจจัยของการดำรงชีวิตของสัตว์ แต่มิได้ปิดกั้นพื้นที่ให้สัตว์หากินได้ตามธรรมชาติ การออกประกาศขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงเป็นการทารุณกรรมสัตว์ตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557
(2) กรณีขอให้กรมปศุสัตว์ดำเนินการแก้ไขหรือปลดป้ายประกาศที่มีเนื้อหา “ห้ามให้อาหารสัตว์ (สุนัข/แมว) ในที่สาธารณะโดยเด็ดขาด” เป็นการทารุณกรรมและการละเลยสวัสดิภาพสัตว์ทางอ้อม แม้สัตว์จรจัดไม่อยู่ภายใต้การครอบครองของบุคคลใด แต่การออกคำสั่งห้ามให้อาหารสัตว์อย่างเบ็ดเสร็จในบริเวณดังกล่าว ส่งผลให้สัตว์ขาดปัจจัยในการดำรงชีวิตที่จำเป็นอย่างสิ้นเชิง
2.คณะกรรมการป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์มีมติในการประชุม ครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 ให้หารือประเด็นปัญหาการติดตั้งป้ายประกาศห้ามให้อาหารสัตว์ว่าเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ฯ หรือไม่ ต่อคณะกะกรรมการกฤษฎีกา
3.กรมปศุสัตว์พิจารณาแล้ว เห็นว่า พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 และพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 มีเจตนารมณ์เกี่ยวกับการดำเนินงานด้านการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง และการดำเนินงานควบคุมดูแลด้านสาธารณสุขในเรื่องเกี่ยวพันกันกับความเป็นอยู่และสภาพแวดล้อมของมนุษย์อย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นการใช้อำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดทำบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่ในด้านคุณภาพชีวิตและสาธารณสุข
ในขณะที่พระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ฯ มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองสัตว์ ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความรู้สึกและเป็นองค์ประกอบสำคัญสำคัญของสิ่งแวดล้อม จึงควรได้รับการคุ้มครองมิให้ถูกกระทำทารุณกรรม ซึ่งมาตรา 3 กำหนดบทนิยาม “สัตว์” หมายความว่า สัตว์ที่โดยปกติเลี้ยงไว้เพื่อเป็นสัตว์บ้าน สัตว์เลี้ยงเพื่อใช้งาน สัตว์เลี้ยงเพื่อใช้เป็นพาหนะ สัตว์เลี้ยงเพื่อใช้เป็นเพื่อน สัตว์เลี้ยงเพื่อใช้เป็นอาหาร สัตว์เลี้ยงเพื่อใช้ในการแสดง หรือสัตว์เลี้ยงเพื่อใช้ในการอื่นใด ทั้งนี้ ไม่ว่าจะมีเจ้าของหรือไม่ก็ตาม
และให้หมายความรวมถึงสัตว์ที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ดังนั้น สัตว์ที่โดยปกติเลี้ยงไว้เพื่อเป็นสัตว์บ้าน ไม่ว่าจะมีเจ้าของหรือไม่ก็ตาม ย่อมอยู่ในความหมายที่จะได้รับการคุ้มครองตามเจตนารมณ์
อย่างไรก็ตาม มาตรา 3 ได้กำหนดบทนิยาม “การทารุณกรรม” หมายความว่า การกระทำหรืองดเว้นการกระทำใดๆ ที่ทำให้สัตว์ได้รับความทุกข์ทรมานไม่ว่าทางร่างกายหรือจิตใจ ได้รับความเจ็บปวด ความเจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรืออาจมีผลทำให้สัตว์นั้นตาย และให้หมายความรวมถึงการใช้สัตว์พิการ สัตว์เจ็บป่วย สัตว์ชรา หรือสัตว์ที่กำลังตั้งท้องเพื่อแสวงหาประโยชน์ ใช้สัตว์ประกอบกามกิจ ใช้สัตว์ทำงานจนเกินสมควร หรือใช้ให้ทำงานอันไม่สมควร เพราะเหตุที่สัตว์นั้นเจ็บป่วย ชราหรืออ่อนอายุ
การติดป้ายห้ามให้อาหารสัตว์ เป็นการกระทำหรืองดเว้นการกระทำใดๆ ที่ทำให้สัตว์ได้รับความทุกข์ทรมานหรือไม่ เพียงใดนั้น แม้จะพอสรุปได้ว่า ไม่ได้เป็นการกระทำต่อสัตว์โดยตรง และไม่ได้ก่อให้เกิดความเจ็บปวดหรือทุกข์ทรมานโดยทันที แต่เมื่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นพบการกระทำที่เป็นเหตุอันอาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อยู่อาศัยในบริเวณใกล้เคียงหรือผู้ที่ต้องประสบกับเหตุนั้น ตามมาตรา 25 (4) แห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535
กล่าวคือ การกระทำใดๆ อันเป็นเหตุให้เกิดกลิ่น แสง รังสี เสียง ความร้อน สิ่งมีพิษ ความสั่นสะเทือน ฝุ่น ละออง เขม่า เถ้า หรือกรณีอื่นใด จนเป็นเหตุให้เสื่อมหรืออาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพให้ถือว่าเป็นเหตุรำคาญ ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่น มีอำนาจควบคุมเหตุรำคาญนั้น ได้ตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุขฯ โดยออกคำสั่งให้กระทำการเพื่อป้องกันมิให้เหตุรำคาญเกิดขึ้นอีกในอนาคต
และเมื่อปรากฏว่ามีเหตุรำคาญเกิดขึ้นตามมาตรา 27 หรือมาตรา 28 เป็นบริเวณกว้างจนก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของสาธารณชน ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจตามมาตรา 28/1 แห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุขฯ ประกาศกำหนดให้บริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ควบคุมเหตุรำคาญ
และมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535ได้กำหนดบทนิยาม “สิ่งปฏิกูล” หมายความว่า อุจจาระ หรือปัสสาวะ รวมตลอดถึงวัตถุอื่นใด ซึ่งเป็นของโสโครก หรือมีกลิ่นเหม็น ซึ่งหากมีการกระทำผิดตามมาตรา 32 (1) ที่บัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดทิ้งสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอยลงบนที่สาธารณะ ถ้าผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 32 มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสองพันบาท
ดังนั้น การติดป้ายห้ามให้อาหารสัตว์ จึงมีลักษณะเป็นไปตามข้อยกเว้นตามมาตรา 21 (10) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ฯ ที่กำหนดให้การกระทำอื่นใดที่มีกฎหมายกำหนดให้สามารถกระทำได้เป็นการเฉพาะ ไม่ถือว่าเป็นการทารุณกรรมสัตว์ ตามมาตรา 20 ด้วยเหตุนี้ การติดป้ายห้ามให้อาหารสัตว์ในเขตพื้นที่ที่กำหนด จึงไม่เป็นการทารุณกรรมสัตว์
4.เนื่องจากหน่วยงานของรัฐและประชาชนมีความเห็นไม่สอดคล้องกัน ประกอบกับการวินิจฉัยปัญหาทางกฎหมายดังกล่าวมีผลต่อการบังคับใช้กฎหมาย กรมปศุสัตว์จึงขอหารือในประเด็นดังนี้
(1) การออกประกาศห้ามประชาชนให้อาหารแก่สุนัขหรือแมวที่อาศัยในพื้นที่สาธารณะ โดยอ้างเหตุผลด้านความเดือดร้อนรำคาญ ปัญหาความสะอาดและปัญหาด้านสุขภาพอนามัยสาธารณะ โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 เป็นการทารุณกรรมสัตว์ตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 หรือไม่
(2) การระบุข้อความในป้ายประกาศว่า “ร่วมใจไม่ให้อาหารสุนัข/แมวจรจัด” เป็นการทารุณกรรมสัตว์ตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 หรือไม่
(3) หากการกระทำตาม (1) และ (2) เป็นการทารุณกรรมสัตว์ เจ้าหน้าที่ของกรมปศุสัตว์ ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 มีอำนาจในการสั่งปลดหรือแก้ไขข้อความในป้ายที่ติดประกาศตามพื้นที่สาธารณะได้หรือไม่ หรือมีแนวทางในการปฏิบัติอย่างไร

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา