“…คำว่า “มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” นั้นคำว่า “ซื่อสัตย์” หมายความว่า ประพฤติตรงและจริงใจ ไม่คิดคดทรยศ ไม่คดโกง และไม่หลอกลวง ส่วนคำว่า “สุจริต” หมายความว่า ความประพฤติชอบ โดยความซื่อสัตย์สุจริต (Honesty) นี้ เป็นคุณธรรมสำคัญขั้นพื้นฐานของบุคคลทั่วไป และเป็นส่วนหนึ่งของการยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม (Integrity)…”
“…ปรากฏว่า ผู้ถูกกล่าวหาเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกเทศบาลตำบลบางเตยมาตั้งแต่ ปี 2547 เป็นเวลา 2 วาระ และผู้ถูกกล่าวหาเคยยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อผู้ร้อง (ป.ป.ช.) กรณีเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 เม.ย.2556 ผู้ถูกกล่าวหาย่อมต้องมีความรู้ความเข้าใจเป็นอย่างดี และสามารถตรวจสอบรายการทรัพย์สินและหนี้สินดังกล่าวให้ถูกต้องครบถ้วนตามความเป็นจริงได้ คำชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหาไม่อาจรับฟังได้..”
“…ถ้าไม่มีอะไรผิดคิว-ผิดพลาด นายกรัฐมนตรี แห่งประเทศไทยคนต่อไปจะชื่อ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ ที่มีพรรคภูมิใจไทย ที่มีจำนวน สส. (ระบบเขตและบัญชีรายชื่อ) จำนวน 193 เสียง เป็น ‘พรรคแกนนำ’ ในการ ‘ฟอร์มครม.’ ที่มี พรรคเพื่อไทยที่มีจำนวน สส.เป็นอันดับสอง 74 เสียง เป็น ‘พรรคแกนหลัก’ โดยมี 13 พรรค ณ ขณะนี้ (25 ก.พ.69) ประกอบร่างเป็น ‘พรรคร่วมรัฐบาล’ รวม 292 เสียง…”
“…เมื่อรัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้อย่างแจ้งชัดแล้วว่า “การอออกเสียงลงคะแนนให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ” คำว่า “ลับ” ในทางรัฐธรรมนูญไม่ได้หมายถึงเพียงการเข้าคูหาโดยลำพัง แต่หมายถึง “กระบวนการที่ไม่สามารถสืบทราบได้ทั้งในระหว่างและหลังการลงคะแนน” ว่าผู้สิทธิเลือกตั้งเลือกใคร การมีบาร์โค้ดที่สามารถสืบค้นระบุตัวคนได้จึงเป็นการทำลายหลักการความลับโดยสภาพ…”
“…มาตรา 6 ให้ผู้มีอำนาจแต่งตั้งพิจารณาให้บุคคลล้มละลายที่ดำรงตำแหน่งในหน่วยงานของรัฐ ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเดิมนั้นต่อไปได้ หากการปฏิบัติงานในหน้าที่ของบุคคลล้มละลายนั้นไม่ส่งผลกระทบต่อการบริหารของตำแหน่งงาน หรือสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งที่บุคคลล้มละลายดำรงอยู่…”
“…การออกเสียงลงคะแนนโดยลับ” มีความหมายว่าในการลงคะแนนของผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน จะต้องกระทำในลักษณะที่บุคคลอื่นไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้ว่าผู้มีสิทธิออกเสียงได้ลงคะแนนเสียงอย่างไรหรือออกเสียงลงคะแนนให้ผู้สมัครคนใด…”
“…การกระทำดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 จึงไม่เป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ โดยผิดหรือขัดหรือเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และไม่เป็นกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี โดยไม่จำต้องพิจารณาองค์ประกอบของการกระทำละเมิดอื่นต่อไป ทั้งนี้ ตามนัยมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหกจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำฟ้องให้แก่ผู้ฟ้องคดี…”
“…กรณีจึงรับฟังได้ว่า การที่ กสทช. เสียงข้างมาก มีมติไม่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ตามมาตรา 61 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เสนอ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับกระบวนการสรรหา จึงมีเหตุผลที่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะมีมติไม่เห็นชอบการแต่งตั้งผู้ฟ้องคดี (นายไตรรัตน์) ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. …”
“…จากรายชื่อผู้บริจาคที่เป็นบุคคลธรรมดา-นิติบุคคลในช่วงเดือนธ.ค.68 ก่อนเข้าสู่โหมดเลือกตั้งในเดือน ก.พ.69 พบว่า มีทั้งบุคคลที่เป็น ‘แกนนำ-ลูกพรรค’ และ ‘ผู้สนับสนุนหลัก’ ที่เป็น ‘หน้าเดิม’ ทว่ากลับมี ‘หน้าใหม่’ ระดับ ‘เฮีย-เสี่ย-เจ้าสัว’ ในแวดวงธุรกิจ-มหาเศรษฐี ตลอดจน บริษัทห้างร้านตั้งแต่ ‘ห้างหุ้นส่วนจำกัด’ จนกระทั้งไปถึง ‘บริษัทมหาชน’ ร่วมสมทบทุน-ลงขัน ให้กับพรรคการเมืองที่ (แอบ) เอาใจช่วยให้ไป ...
“…เหตุที่มีชื่อพยานเป็นกรรมการบริษัทในปี 2542 และเป็นผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 30 เม.ย.2554 เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาจะลงสมัครรับเลือกตั้งการเมืองท้องถิ่น จึงขอใช้ชื่อพยานเป็นกรรมการ พยานไม่มีความรู้เกี่ยวกับบริษัท และไม่ได้ยินยอมที่จะให้ชื่อไป แต่ก็ไม่กล้าขัดเพราะกลัวว่าจะถูกไล่ออก ผู้ถูกกล่าวหามีความรู้กฎหมาย พยานไม่คิดว่าจะนำบริษัทไปกระทำความผิดต่อกฎหมาย…”