กระแสต่อต้านโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล โดยเฉพาะ “เมกะโปรเจค” ต่างๆ ที่รัฐบาลพยายามผลักดัน ทั้งโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จ.สงขลา หรือแม้กระทั่งการขยายพื้นที่ EEC ที่ จ.ปราจีนบุรี ซึ่งมีมวลชนชุมนุมคัดค้านต่อเนื่อง และเริ่มได้รับความสนใจในวงกว้างนั้น
ทันทีที่รัฐบาลส่งสัญญาณเตรียมผลักดันโครงการ “นิคมอุตสาหกรรมจะนะ” หลังจากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบผลการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ หรือ SEA สงขลา-ปัตตานี โดยมีข่าวเตรียมประชุม ครม.สัญจร ที่จังหวัดสงขลา วันที่ 31 สิงหาคม และ 1 กันยายนนี้
ศาลนราธิวาสพิพากษาจำคุก 5 ปี เจ้าของอู่มือชำแหละรถ กอ.รมน.ที่ทีมสังหารใช้เป็นพาหนะปฏิบัติการยิง สส.กมลศักดิ์ ฐานทำลายหลักฐานและรับของโจร พร้อมยอมชดใช้ค่าเสียหาย กอ.รมน. 2.3 แสนบาท ส่วนคดีหลัก “กลุ่มมือปืน” เลื่อนนัดตรวจพยานหลักฐาน เผย “วิโรจน์ - มนตรี” ยืนกรานปฏิเสธ
แม้เป็นข่าวไม่ใหญ่นักในช่วงสุดสัปดาห์นี้ แต่ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการคลี่่คลายความขัดแย้งเรื่องเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา
อีกเพียง 7 วันก็จะครบ 1 เดือนของเหตุการณ์ร้ายแรงแห่งปี โจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ซึ่งมีทหารพรานพลีชีพถึง 5 นาย และประชาชนได้รับบาดเจ็บ 6 ราย ไม่เว้นแม้แต่เด็กสิบขวบ
คณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ จัดประชุมแบบเต็มคณะไปแล้ว เมื่อวันที่ 11 ส.ค.69 ที่ผ่านมา
ชุดปราบภัยแทรกซ้อนฯ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ประสานมือหลายหน่วยงานในพื้นที่ บุกทลายโกดังบุหรี่เถื่อน อ.ยะรัง ปัตตานี ยึดของกลาง 1.2 แสนซอง ทั้งยังเจอเงินสดซุกซ่อนในบ้านเจ้าของโกดังกว่า 18 ล้าน ขณะที่สัปดาห์ที่แล้ว ตำรวจนราธิวาสจับมือสรรพาสามิตบุกบ้านร้าง อ.ตากใบ ยึดบุหรี่หนีภาษีได้เกือบ 4 แสนซอง
ผ่าน 20 วัน นับจากเหตุโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ยังไม่มีความคืบหน้าทางคดีอย่างเป็นรูปธรรมมากนัก โดยเฉพาะการติดตามจับกุมกลุ่มผู้ก่อเหตุ
เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังเกิดเหตุโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี อ.ระแงะ จ.นราธิวาส อย่างอุกอาจ ทำให้ทหารพรานเสียชีวิตถึง 5 นายคราวเดียว ดูเหมือนฝ่ายความมั่นคงจะเปิดข้อมูลของฝ่าย BRN มากขึ้น ผ่านสื่อกระแสหลัก และช่องทางสื่อสารที่เป็นทางการ
เหตุรุนแรงสะเทือนขวัญที่ร้ายแรงที่สุดของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ปีนี้ คือ เหตุคนร้ายโจมตึจุดตรวจบูเก๊ะซามี ตำบลตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ทำให้ทหารพรานต้องสังเวยชีวิตถึง 5 นายในคราวเดียว