
'กนง.' มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 1% สนับสนุนเศรษฐกิจฟื้นตัว-บรรเทาภาระหนี้ ‘SMEs-ครัวเรือน’
................................
เมื่อวันที่ 25 ก.พ. นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ว่า คณะกรรมการฯ มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.25 เป็นร้อยละ 1.00 ต่อปี โดยให้มีผลทันที ทั้งนี้ 2 เสียง เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 1.25 ต่อปี
เศรษฐกิจขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 แต่ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึงในปี 2569 และ 2570 จากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในระยะข้างหน้ามีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากที่ประเมินไว้เดิมตามแนวโน้มราคาพลังงานและมาตรการภาครัฐที่อาจมีเพิ่มเติม รวมถึงแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่มีจำกัดตามเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ด้านสินเชื่อรวมยังหดตัวต่อเนื่อง เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้น อีกทั้งสภาพคล่องของ SMEs และครัวเรือนยังตึงตัว
กรรมการส่วนใหญ่เห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 จากร้อยละ 1.25 เป็น ร้อยละ 1.00 เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและยังช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับ SMEs และครัวเรือนเพิ่มเติม และเพื่อยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ขณะที่กรรมการ 2 ท่านเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 1.25 โดยเห็นว่านโยบายการเงินปัจจุบันยังสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ และการลดดอกเบี้ยที่ผ่านมาอยู่ระหว่างการส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลาง รวมทั้งขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีอยู่จำกัดภายใต้บริบทที่มีความไม่แน่นอนสูง และเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงสะท้อนถึงนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพียงพอและสอดคล้องกับการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า
โดยเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำจากปัจจัยเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ รวมทั้งมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดอื่น
เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ขยายตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ ส่วนหนึ่งจากปัจจัยชั่วคราวในช่วงปลายปี แต่อีกส่วนหนึ่งจากแรงส่งทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาด โดยเฉพาะการลงทุนและการส่งออกสินค้า ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจปี 2569 และ 2570 อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในระยะข้างหน้ายังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพจากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น
โดยแม้การส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มดีกว่าที่ประเมินไว้ แต่กระจุกตัวในกลุ่มเทคโนโลยีเป็นสำคัญและสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจลดลงกว่าในอดีต ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากปี 2568 ในระยะข้างหน้า ต้องติดตามความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณปี 2570 และการปรับตัวของ SMEs ที่ยังเผชิญปัญหาด้านการแข่งขัน การเข้าถึงสินเชื่อ และการแข็งค่าของเงินบาท
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 และ 2570 มีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากที่ประเมินไว้เดิมตามแนวโน้มราคาพลังงานและมาตรการภาครัฐที่อาจมีเพิ่มเติม และถูกกดดันเพิ่มเติมจากการแข่งขันที่อยู่ในระดับสูงและกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอ โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะทยอยปรับเข้าสู่กรอบเป้าหมายช้ากว่าที่ประเมินไว้จากช่วงครึ่งแรกของปี 2570 เป็นช่วงครึ่งหลังของปี
อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยจากที่ประเมินไว้เช่นกันและทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ ความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอยู่ในระดับต่ำสะท้อนจากราคาสินค้าและบริการที่ไม่ได้ปรับลดลงเป็นวงกว้าง โดยอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางปรับลดลงบ้างแต่ยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอย่างใกล้ชิด
อัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินและตลาดการเงินโดยรวมปรับลดลงตามการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางการเงินและบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน อย่างไรก็ดี ต้นทุนการกู้ยืมของ SMEs ที่มีความเสี่ยงสูงยังปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่สินเชื่อยังหดตัวต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งจากสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้รายใหม่และลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูง คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามการส่งผ่านของนโยบายการเงินและการขยายตัวของสินเชื่อ รวมทั้งสนับสนุนให้มีมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง
อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. ปรับแข็งค่าตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ และปัจจัยเฉพาะของไทย โดยการแข็งค่าของเงินบาทซ้ำเติมภาวะการเงินของผู้ส่งออกโดยเฉพาะสินค้าที่มีการแข่งขันด้านราคาสูงและอัตรากำไรต่ำ คณะกรรมการฯ กังวลต่อเงินบาทที่มีสัญญาณแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐาน จึงเห็นควรให้ติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทและธุรกรรมที่สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด รวมทั้งประเมินประสิทธิผลและความเพียงพอของมาตรการเกี่ยวกับธุรกรรมทองคำและธุรกรรมทางการเงินอื่นที่ได้ดำเนินการไปแล้ว
ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงอยู่ในระดับผ่อนคลายเพียงพอและสอดคล้องกับการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า อีกทั้งสนับสนุนให้เงินเฟ้อทยอยกลับเข้าสู่เป้าหมายในระยะปานกลาง
ในขณะเดียวกัน ควรติดตามนัยของอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำต่อการสะสมความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลาง และให้ความสำคัญกับขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีอยู่จำกัด
@เศรษฐกิจไตรมาส 4/68 โตเกินคาด-จ่อปรับเป้าจีดีพี
นายดอน กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยขยายตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ โดยเฉพาะไตรมาส 4/2568 เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ถึง 2.5% สูงกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ว่า จะขยายตัวที่ 1.5% และสูงกว่าตลาดที่มองว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวเพียง 1.3% ซึ่งทำให้ในระยะต่อไป ธปท.ต้องมีการปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี แม้ว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/2568 ขยายตัวสูงกว่าที่คาด แต่มีบางเซ็กเตอร์ที่มีความเสี่ยงพอสมควร
“ตัวเลขที่ค่อนข้างดี ไตรมาส 4/2568 ส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยชั่วคราว เป็นการดึงดีมานด์จากอนาคตมาใช้ ทั้งการบริโภคและการลงทุน โดยจะเห็นได้ว่าจีดีพีที่โตขึ้น ถูกดึงจากฝั่งอิเล็กทรอนิกส์และการท่องเที่ยว ในขณะที่ส่วนใหญ่ยังเตี้ยเรี่ยดินอยู่ ยังไม่ค่อยไปไหน ซึ่งก็เป็นอย่างที่พูดกันมาตลอดว่า เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวรูปตัว K มี K ขาบน และ K ขาล่าง และในการประชุมวันนี้ เราเห็นด้วยว่าเซ็กเตอร์ที่โตไม่ค่อยดี เป็น K ขาล่าง มีความเสี่ยงพอสมควร” นายดอน ระบุ
นายดอน กล่าวด้วยว่า ในการประชุม กนง.รอบนี้ ยังไม่มีการทบทวนประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจ ซึ่งในเบื้องต้น ธปท.คาดว่าเศรษฐกิจปี 2569 จะขยายตัวที่ 2% บวกลบ และหากภาครัฐมีนโยบายเพิ่มเติมเข้ามา ก็จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ 2% ดังกล่าว ยังถือว่าต่ำกว่าศักยภาพของเศรษฐกิจไทย ซึ่งขยายตัวได้ 2.7% และในปี 2570 ธปท.มองว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่ำกว่า 2.7% พอสมควร

นายดอน กล่าวต่อว่า ธุรกิจ SMEs และครัวเรือนบางส่วนยังคงถูกกดดันจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง สะท้อนจากธุรกิจ SMEs ที่มีอัตราการเติบโตเพียงครึ่งเดียวเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด อีกทั้งเมื่อมองไปข้างหน้า รายได้แรงงานมีแนวโน้มขยายตัวชะลอ โดยเฉพาะในภาคการผลิต ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันการบริโภคในระยะต่อไป ส่วนการลงทุนในฝั่งอิเล็กทรอนิกส์ อาทิ ดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวดีนั้น การลงทุนดังกล่าวใช้แรงงานน้อยมาก

นายดอน กล่าวว่า ในการประชุมรอบนี้ คณะกรรมการฯ ประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อมีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มจากที่ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ ตามแนวโน้มราคาพลังงาน รวมทั้งอาจมีมาตรการภาครัฐในการดูแลค่าครองชีพเพิ่มเติมอนาคต ทั้งนี้ มีการประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 เลื่อนออกไปจากเดิมที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงครึ่งแรกของปี 2570
“ทิศทางที่ผ่านมา ราคาพลังงานโลกมีแนวโน้มลดลง ซึ่งในช่วงสั้นๆอาจมีแนวโน้มปรับขึ้นบ้าง จากปัญหาอิหร่าน-สหรัฐ แต่มองไปในระยะปานกลาง เราเห็นทิศทางมีแนวโน้มลดลง ในขณะที่เงินเฟ้อที่มาจากอุปสงค์มีจำกัด แม้ว่าจะยังเป็นบวกอยู่ ดังนั้น เงินเฟ้อในช่วงที่ผ่านมา ติดลบจากฝั่งอุปทานเป็นหลัก ส่วนเงินเฟ้อจากอุปสงค์ยังขยายตัว แต่ไม่ได้สูงมากและมีจำกัด ซึ่งสะท้อนถึงเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ” นายดอน กล่าว


นายดอน กล่าวว่า ในด้านสินเชื่อรวมยังหดตัวต่อเนื่อง ในขณะที่หนี้เสีย (NPL) ทรงตัว ซึ่งคณะกรรมการฯตั้งข้อสังเกตว่าในช่วงปลายปี ธนาคารพาณิชย์มักมีการบริหารจัดการหนี้อยู่แล้ว ฉะนั้น กรรมการฯจึงบอกว่าอย่าเพิ่งดีใจไป ต้องติดตามคุณภาพสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง

ส่วนสถานการณ์ค่าเงินบาท มีการแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง และในช่วงเช้าวันนี้ (25 ก.พ.) ค่าเงินบาทต่ำกว่า 31 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งซ้ำเติมสภาพคล่องของธุรกิจส่งออก โดยเฉพาะ SMEs และเมื่อเทียบเงินบาทกับคู่ค้าและคู่แข่ง (NEER) ซึ่งในระยะหลังมีแนวโน้มสูงขึ้น สะท้อนว่าค่าเงินบาทแข็งค่ามากกว่าประเทศอื่นบ้าง ทั้งนี้ การลดดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ จะช่วยลดการไหลของเงินทุนต่างประเทศ (Portfolio Flow) ในตลาดพันธบัตร

@กำชับ‘ธปท.’ติดตาม‘สถาบันการเงิน’ส่งผ่านนโยบาย
“ในเรื่องนโยบายการเงิน กรรมการฯทุกท่านบอกว่า ผ่อนคลายอยู่แล้ว แต่กรรมการ 4 ท่านเห็นว่า สามารถผ่อนคลายได้อีกนิด เพิ่มเติมได้ ยังลดได้ และการส่งผ่านไปกลุ่มเปราะบางยังไม่ค่อยเยอะ เพราะความเสี่ยงด้านเครดิตอาจเพิ่มขึ้น ซึ่งในเรื่องนี้ มีกรรมการฯท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก กำลังเข้าสู่ระเบียบโลกใหม่ หลายๆธุรกิจต้องการการปรับตัว การลดดอกเบี้ยนโยบายไม่เพียงเป็นการลดภาระหนี้ของคนที่ลำบาก แต่จะเอื้อในการปรับตัวของภาคธุรกิจ เพื่อให้แข่งขันได้ในระเบียบโลกใหม่ด้วย” นายดอน กล่าว
นายดอน ย้ำว่า “จุดประสงค์สำคัญในรอบนี้ เราอยากจะให้มีการซ่อมแซม balance sheet ของธุรกิจและครัวเรือนเพิ่มเติม วันนี้ เราทำแล้ว เราทำอยู่ และเราขอทำต่อ แล้วเราก็ลดเพิ่มเติม เราหวังว่านโยบายนี้ เมื่อรวมกับนโยบายเศรษฐกิจด้านอื่นๆ จะช่วยให้การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนดีขึ้น คุณภาพสินเชื่อปรับดีขึ้น และเสริมนโยบายภาครัฐ สุดท้ายจะส่งผ่านไปที่เศรษฐกิจและเสถียรภาพราคา”


นายดอน กล่าวด้วยว่า การลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ จะส่งผ่านไปได้มากน้อยเพียงใด ต้องขึ้นอยู่กับสถาบันการเงินด้วย ซึ่งใน statement ระบุว่า คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามการส่งผ่านของนโยบายการเงินและการขยายตัวของสินเชื่อ เพราะหากไม่มีการส่งผ่านเลย การลดเบี้ยนโยบายก็จะไปไม่ถึงจุดประสงค์ตามที่ตั้งใจไว้ จึงขอให้ ธปท.ติดตามการส่งผ่านนโยบายอย่างใกล้ชิด
นายดอน ยังกล่าวว่า กรรมการฯทุกท่าน ให้ความสำคัญกับเรื่อง financial stability และ policy space ที่มีอยู่จำกัด ซึ่งตอนนี้ กนง. ลดดอกเบี้ยนโยบายมาอยู่ที่ 1% ต่ำเป็นอันดับ 3 ของโลก และใกล้ถึงจุดที่ดอกเบี้ยนโยบายของไทยเคยอยู่ในระดับต่ำสุดในอดีต คือ 0.5% ในช่วงโควิด และเนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนสูง เช่น มาตรการภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ กรรมการฯ จึงคิดว่า ควรมีกันดอกเบี้ยนโยบายไว้ระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม กรรมการฯ ยังมองต่างกันว่า จะกันไว้ที่ 0.5% หรือ 0.75% ซึ่งในครั้งนี้ กรรมการฯ 4 ท่าน บอกว่าการกันไว้ที่ 0.5% น่าจะเพียงพอ สำหรับการประเมินภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

นอกจากนี้ กรรมการฯเห็นว่า อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ จะมีผลกระทบต่อผู้ออม โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่พึ่งพาเงินออม รวมถึงไม่เอื้อให้เกิดการผ่านในระบบเศรษฐกิจ และธุรกิจขนาดใหญ่อาจมีการก่อหนี้เพิ่มขึ้น


เมื่อถามว่า การลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ ถือเป็นจุดสิ้นสุดของวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงแล้วหรือไม่ นายดอน กล่าวว่า “ต้องกลับไปดูที่ statement ของกรรมการ ใน statement บอกว่า เพียงพอและสอดคล้องกับการประเมินเศรษฐกิจในปัจจุบันที่มองไปข้างหน้า ถ้าภาพเศรษฐกิจเป็นไปอย่างที่มอง และมีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆ อันนี้ก็ดูเหมือนจะเพียงพอแล้ว ก็ถือว่าจบแล้ว แต่ถ้าประเมินเศรษฐกิจออกมา แล้วมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นในอนาคต อันนั้นเป็นสิ่งที่กรรมการฯ บอกว่าต้องมี policy space กันไว้ส่วนหนึ่ง 0.5% เพื่อรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉินเหล่านั้น”
อ่านประกอบ :
มติเอกฉันท์! กนง.ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 1.25%-ปรับเป้าจีดีพีปี 69 โตแค่ 1.5%
มติ 5 ต่อ 2 เสียง! กนง.คงดอกเบี้ยนโยบาย 1.5% ‘กก.ส่วนใหญ่’ให้ความสำคัญกับ‘จังหวะเวลา’
‘ภาษีสหรัฐฯ’ซ้ำเติม-เงินเฟ้อต่ำ! กนง.มีมติเอกฉันท์ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 1.5%
‘ส่งออก’ส่อหดตัวแรง! ‘ธปท.’ชี้‘ภาษีทรัมป์’ทุบเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่า 2% อย่างน้อย 1 ปีครึ่ง
มติ 6 ต่อ 1! 'กนง.'คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.75% คาดเศรษฐกิจ 68 โต 2.3%-ปีหน้าเหลือ 1.7%
มติ 5 ต่อ 2! 'กนง.'ลดดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 1.75%-'เทรดวอร์'ส่อฉุดGDPปี 68 เหลือ 1.3-2%
เศรษฐกิจโตต่ำกว่าที่ประเมิน! กนง.มีมติ 6 ต่อ 1 เสียง ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 2%
มติเอกฉันท์! 'กนง.'คงดอกเบี้ย 2.25% มอง GDP ปีหน้า 2.9%-จับตาเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง
บรรเทาภาระหนี้! กนง.มีมติ 5 ต่อ 2 ลดดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 2.25%-คาด GDP ปี 67 โต 2.7%
‘ผู้ว่าฯธปท.’เผย‘กนง.’กังวลสภาวะการเงิน‘ตึงตัว’ ย้ำ 3 เงื่อนไขปรับดบ.-ปัดตอบลดค่าฟี FIDF
มติ 6 ต่อ 1! กนง.คงดอกเบี้ยนโยบาย 2.5% ชี้สอดคล้องการขยายตัวศก.-กังวล‘หนี้ครัวเรือน’สูง
มติ 5 ต่อ 2 เสียง! 'บอร์ด กนง.' เสียงแตก คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.5%-มอง GDP ปี 67 โต 2.6%
'นายกฯ'เรียกร้อง'ธปท.'นัดประชุม'กนง.'ก่อนกำหนด ถกลด'ดอกเบี้ย'หลังมีข้อมูลใหม่'สภาพัฒน์'
มติ 5 ต่อ 2! 'กนง.'เสียงแตก คงดอกเบี้ยนโยบาย 2.5%-หั่นคาดการณ์จีดีพีปี 67 โตไม่เกิน 3%
มติเอกฉันท์! กนง.คงดอกเบี้ยนโยบาย 2.5%-หั่นคาดการณ์จีดีพีปีนี้เหลือ 2.4%
3 กรรมการ'กนง.'ฝั่ง'แบงก์ชาติ' มองทิศทาง'ดอกเบี้ยนโยบาย' ท่ามกลาง'ปัจจัยเสี่ยง-แรงกดดัน'
เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น! กนง.มีมติเอกฉันท์ขึ้นดบ. 0.25% สู่ระดับ2.5%-มองGDPปีนี้โต 2.8%
สู่ระดับ 2.25%! 'กนง.'มีมติเอกฉันท์ขึ้นดอกเบี้ย 0.25%-มอง'เงินเฟ้อ'มีความเสี่ยงด้านสูง

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา