
“…ด้วยเหตุนี้ แพทย์ที่ได้รับค่าตอบแทนรายชั่วโมง จึงต้องอยู่ในความหมายของคำว่า “ลูกจ้าง” ผลแห่งนิติสัมพันธ์ระหว่างคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กับศาสตราจารย์คลินิกสรณ จึงถือว่าศาสตราจารย์คลินิกสรณเป็นลูกจ้างของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ…”
....................................................
จากกรณีเมื่อวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติเอกฉันท์ ว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ กสทช. มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 8 (2) แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553
จึงถือว่าได้สละสิทธิเข้ารับตำแหน่ง กรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2564 และต่อมาวันที่ 21 ก.ค.2569 คณะกรรมการสรรหาฯ มีมติเห็นชอบคำวินิจฉัยฯในกรณีดังกล่าว นั้น (อ่านประกอบ : เป็นลูกจ้างหน่วยงานรัฐหลังรับตำแหน่ง!‘กก.สรรหาฯ’มีมติเอกฉันท์‘สรณ’มีลักษณะต้องห้ามเป็น กสทช.)
ในตอนที่แล้ว สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ได้นำเสนอรายละเอียดคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ เรื่อง การพิจารณาคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของประธาน กสทช. จำนวน 19 หน้า ในส่วนคำวินิจฉัยเกี่ยวกับ ‘อำนาจ’ ของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ในการวินิจฉัยกรณีคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของประธาน กสทช. ไปแล้ว (อ่านประกอบ : ฉบับเต็ม! คำวินิจฉัย‘คกก.สรรหา’(1) มติ 4 ต่อ 1 ยันมีอำนาจชี้ขาดลักษณะต้องห้าม‘ปธ.กสทช.’)
ในตอนสุดท้ายนี้ สำนักข่าวอิศรา ขอนำเสนอในส่วนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ กรณี ‘ศ.คลินิก นพ.สรณ’ ประธาน กสทช. มีคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่ง ‘กรรมการ กสทช.’ หรือไม่ ซึ่งคณะกรรมการสรรหาฯ ได้กำหนดประเด็นการวินิจฉัยเป็น 3 ประเด็น และมีคำวินิจฉัยออกมา โดยมีรายละเอียด ดังนี้
@ตั้ง 3 ประเด็น‘วินิจฉัย’ปมลักษณะต้องห้าม‘ประธาน กสทช.’
คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ที่ 1/2569 วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 เรื่อง การพิจารณาคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ต่อจากตอนที่แล้ว)
…จากนั้น คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ได้พิจารณากำหนดประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยออกเป็นสามประเด็น ดังต่อไปนี้
ประเด็นที่หนึ่ง ในระหว่างวันที่ 8 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ศาสตราจารย์คลินิกสรณ ยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ณ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล หรือไม่
ประเด็นที่สอง หากศาสตราจารย์คลินิกสรณ ยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ในระหว่างวันที่ 8 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 นั้น
การปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว จะมีลักษณะเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ อันเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 หรือไม่
ประเด็นที่สาม หากการปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ของศาสตราจารย์คลินิกสรณ ระหว่างวันที่ 8 มกราคม 2565 จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ถือเป็นการกระทำอันเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 แล้ว
จะถือว่าศาสตราจารย์คลินิกสรณสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. ตั้งแต่ต้น ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564 หรือไม่
ในการประชุมคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ครั้งที่ 5/2569 เมื่อวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. (นางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ในฐานะกรรมการสรรหา ลาประชุม) ได้พิจารณาประเด็นต่างๆ ประกอบกับข้อมูล ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และพยานหลักฐานต่างๆ ที่คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ได้รับแล้ว ปรากฏรายละเอียด ดังนี้
@ยก‘หนังสือชี้แจงฯ’มัด ก่อนชี้‘สรณ’ยังเป็น‘แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง’
ประเด็นที่หนึ่ง ในระหว่างวันที่ 8 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ศาสตราจารย์คลินิกสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล หรือไม่
โดยคณะกรรมการสรรหาเห็นว่า จากข้อเท็จจริงในใบสมัครของศาสตราจารย์คลินิกสรณ ผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการ กสทช. ปรากฏว่า ผู้สมัครดำรงตำแหน่งหรือประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ (1) เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ ตำแหน่งอาจารย์แพทย์ ระดับ 9 คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
(2) รองคณบดีฝ่ายสวัสดิการและกิจการพิเศษ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และ (3) เป็นกรรมการในคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม
ซึ่งเมื่อคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ได้คัดเลือกศาสตราจารย์คลินิกสรณ ให้เป็นผู้สมควรได้รับการเลือกเป็นกรรมการ กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค แล้ว ได้เสนอรายชื่อผู้สมัครที่ได้รับการคัดเลือกจำนวน 7 คน ต่อประธานวุฒิสภาเพื่อดำเนินการต่อไป
ต่อมาในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 12 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม 2564 ที่ประชุมวุฒิสภาได้มีมติให้ความเห็นชอบบุคคลให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. รวม 5 คน ได้แก่ พลอากาศโท ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ (ด้านกิจการกระจายเสียง) ศาสตราจารย์พิรงรอง รามสูต (ด้านกิจการโทรทัศน์)
ศาสตราจารย์คลินิกสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ (ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค) นายต่อพงศ์ เสลานนท์ (ด้านการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน) และรองศาสตราจารย์ศุภัช ศุภชลาศัย (ด้านอื่นๆ ที่จะยังประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. (ข) ด้านเศรษฐศาสตร์)
จากนั้น ประธานวุฒิสภา (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย) ได้มีประกาศวุฒิสภา เรื่อง กำหนดเวลาให้บุคคลผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพตามมาตรา 18
ประกอบมาตรา 8 (1) (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564 ลงวันที่ 22 ธันวาคม 2564
โดยกำหนดให้ผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. ทุกราย ต้องแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าวต่อประธานวุฒิสภา ภายใน 20 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่มีประกาศดังกล่าว คือ ภายในวันอังคารที่ 11 มกราคม 2565
ซึ่งศาสตราจารย์คลินิกสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ได้มีหนังสือแสดงการรับรองว่า ได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 (1) (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564 ลงวันที่ 4 มกราคม 2565
และได้ยื่นต่อประธานวุฒิสภา เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2565 โดยให้คำรับรองว่าเคยดำรงตำแหน่งรองคณบดีฝ่ายสวัสดิการและกิจการพิเศษ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม ซึ่งได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ ศาสตราจารย์คลินิกสรณได้ประกาศขอลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ซึ่งเป็นหลักฐานการแสดงเจตนาเพื่อประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า ขอลาออกจากตำแหน่งหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพตามที่มาตรา 8 (1) (2) และ (3) บัญญัติไว้ทั้งหมด ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2565 เป็นต้นไป
จากนั้น วันที่ 14 มกราคม 2565 สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้เชิญบุคคลผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. ทั้ง 5 คน มาประชุมร่วมกัน เพื่อเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ กสทช. ผลปรากฏว่า ที่ประชุมมีมติเลือก ศาสตราจารย์คลินิกสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เป็นประธานกรรมการ กสทช.
ประธานวุฒิสภาจึงมีหนังสือไปยังนายกรัฐมนตรี เพื่อให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งผู้สมควรดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. และกรรมการ กสทช. รวม 5 คน ดังกล่าวเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2565 โดยนายกรัฐมนตรีมีหนังสือนำความกราบบังคมทูล เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565
และต่อมาเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2565 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งประธานกรรมการ กสทช. และกรรมการ กสทช. ตามที่เสนอทุกราย
ต่อมาปรากฏข้อเท็จจริงตามบันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ลับ เรื่องเสร็จที่ 1005-1006/2568 เรื่อง การดำรงตำแหน่งประธานและกรรมการ กสทช. ว่า
ปรากฏข้อเท็จจริงตามที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินแจ้งให้ทราบว่า ศาสตราจารย์คลินิกสรณยังทำหน้าที่ตรวจและรักษาคนไข้ผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นรายชั่วโมงเรื่อยมาจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ซึ่งสอดคล้องกับบันทึกคำชี้แจงของอดีตคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา (ชุดที่ 12)
และตรงกับรายงานการสอบหาข้อเท็จจริง (ลับ) กรณีขอความอนุเคราะห์ตรวจสอบคุณสมบัติของศาสตราจารย์คลินิกนายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ กสทช. ของคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา (ชุดที่ 12) ที่คณะกรรมการสรรหาได้รับจากอดีตประธานคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา (ชุดที่ 12) และคณะ
ซึ่งปรากฏสำเนาหนังสือสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ลับ ด่วนที่สุด ที่ อว 78/ล 01149 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2567 เรื่อง ชี้แจงข้อมูลพร้อมจัดส่งเอกสารที่เกี่ยวข้อง เรียน ประธานคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา โดยระบุข้อมูลว่า
“ช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2564 จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ มีสถานะเป็น “พนักงานมหาวิทยาลัย” ทำหน้าที่ตรวจรักษาคนไข้ผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ต่อมาตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 มีสถานะเป็น “แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง””
ประกอบกับมหาวิทยาลัยมหิดล ไม่เคยได้แย้งประเด็นความถูกต้องและความมีอยู่จริงของหนังสือสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ลับ ด่วนที่สุด ที่ อว 78/ล 01149 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2567 ดังกล่าว ที่ระบุข้อมูลการปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ของศาสตราจารย์คลินิกสรณ มายังคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. แต่อย่างใด
และประการสำคัญ ในคราวประชุมครั้งที่ 5/2569 วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการสรรหาได้รับหนังสือของศาสตราจารย์คลินิกสรณ (หนังสือสำนักงาน กสทช. ด่วนที่สุด ที่ สทช 1001/33095 ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2569) เรียน ประธานกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. และกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ทุกคน เรื่อง ขอคัดค้าน โต้แย้ง และขอให้ระงับการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช.
โดยระบุข้อความตอนหนึ่งว่า "...ข้าพเจ้ามิได้มีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยในช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าถูกกล่าวหาแต่อย่างใด ซึ่งเป็นเอกสารที่ชี้แจงรายละเอียดถูกต้องสอดคล้องกับข้อเท็จจริงโดยแยกช่วงเวลาสถานะของข้าพเจ้า ไว้ดังนี้
(1) ช่วงวันที่ 20 ธันวาคม 2564 ถึงวันที่ 7 มกราคม 2565 ข้าพเจ้ามีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย (2) ช่วงวันที่ 8 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ข้าพเจ้ามีสถานะเป็น “แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง” ซึ่งเป็นการประกอบวิชาชีพอิสระ มิใช่พนักงานมหาวิทยาลัย...”
พร้อมทั้งแนบหนังสือสิ่งที่ส่งมาด้วย 5 ซึ่งเป็นเอกสารที่สำนักงาน กสทช. ได้มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ สทช 1001/30794 ลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 เรียน ผู้ตรวจการแผ่นดิน เรื่อง ขอความอนุเคราะห์ดำเนินการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและขอความเป็นธรรม อันเนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งขอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาทบทวนความเห็นทางกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหาฯ หน้า 13
โดยปรากฏถ้อยคำว่า “...ในช่วงวันที่ 20 ธันวาคม 2564 ถึงวันที่ 7 มกราคม 2565 ข้าพเจ้าปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพนักงานมหาวิทยาลัย แต่ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ข้าพเจ้ามีสถานะเป็นเพียง “แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง” ซึ่งเป็นการประกอบอาชีพอิสระในวิชาชีพเวชกรรม และไม่ได้มีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด...”
ดังนั้น จากหนังสือของศาสตราจารย์คลินิกสรณดังกล่าว จึงเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงว่า ศาสตราจารย์คลินิกสรณมีสถานะเป็น “แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง”
คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. จึงวินิจฉัยว่า ในระหว่างวันที่ 8 มกราคม 2565 จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ศาสตราจารย์คลินิกสรณ ยังคงปฏิบัติหน้าที่แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อยู่ ด้วยมติเอกฉันท์
@มติเอกฉันท์ชี้‘นพ.สรณ’เป็น‘ลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ’
ประเด็นที่สอง หากศาสตราจารย์คลินิกสรณ ยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ในระหว่างวันที่ 8 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 นั้น
การปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว จะมีลักษณะเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ อันเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 หรือไม่
โดยคณะกรรมการสรรหา เห็นว่า มาตรา 60 วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้บัญญัติให้รัฐต้องจัดให้มีองค์กรของรัฐที่มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรับผิดชอบและกำกับการดำเนินการเกี่ยวกับคลื่นความถี่
และมาตรา 8 (1) (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 บัญญัติให้กรรมการ กสทช. ต้องไม่เป็นข้าราชการ ซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือราชการส่วนท้องถิ่นและไม่เป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาของรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐ
รวมถึงต้องไม่ประกอบอาชีพหรือวิชาชีพอิสระอื่นใดที่มีส่วนได้เสีย หรือมีผลประโยชน์ขัดแย้งไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมกับการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งกรรมการ กสทช. โดยความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญและกฎหมายดังกล่าว ต่างคุ้มครองความเป็นอิสระของ กสทช. ในฐานะองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของฝ่ายบริหาร
ประกอบกับมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ.2550 ที่กำหนดให้มหาวิทยาลัยมหิดลมีฐานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ และข้อ 4 แห่งข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหิดล ว่าด้วยการบริหารงานบุคคลลูกจ้างเงินรายได้ พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
ที่ได้กำหนดนิยามไว้ว่า “ลูกจ้าง” หมายความว่า พนักงาน ซึ่งจ้างจากเงินรายได้ของมหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดล โดยได้แก่ ลูกจ้างประจำและลูกจ้างชั่วคราว และ “ลูกจ้างชั่วคราว” หมายความว่า ลูกจ้างที่จ้างให้ปฏิบัติงานที่มีลักษณะงานชั่วคราวและมีกำหนดระยะเวลาการจ้างไม่เกินปีงบประมาณ โดยให้ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน หรือรายวัน หรือรายชั่วโมง
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาสตราจารย์คลินิกสรณ ยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อย่างต่อเนื่องจนถึงวันก่อนวันที่ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการ กสทช. เพียง 1 วัน
พฤติการณ์ของศาสตราจารย์คลินิกสรณ ที่ยังคงตรวจและรักษาผู้ป่วยและผู้ป่วยนอก โดยรับค่าตอบแทนเป็นรายชั่วโมง แม้จะได้ลาออกจากตำแหน่งรองคณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นตำแหน่งบริหารแล้วก็ตาม
การเป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงดังกล่าว ย่อมต้องมีการมอบหมายงาน ควบคุม ดูแลการปฏิบัติงานภายใต้ระบบและระเบียบของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และจ่ายค่าตอบแทน ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2550 และข้อ 4 แห่งข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหิดลว่าด้วยการบริหารงานบุคคลลูกจ้างเงินรายได้ พ.ศ.2561
นอกจากนี้ หนังสือสำนักงาน กสทช. ด่วนที่สุด ที่ สทช 1001/33095 ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ของศาสตราจารย์คลินิกสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ที่คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ได้พิจารณาในคราวประชุมครั้งที่ 5/2569 นั้น ยังปรากฏข้อมูลของเอกสารสิ่งที่ส่งมาด้วย 5
ซึ่งเป็นหนังสือสำนักงาน กสทช. ด่วนที่สุด ที่ สทช 1001/30794 ลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 เรียน ผู้ตรวจการแผ่นดิน เรื่อง ขอความอนุเคราะห์ดำเนินการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและขอความเป็นธรรมอันเนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งขอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาทบทวนความเห็นทางกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช.
โดยปรากฏข้อมูลในหน้าที่ 14 ย่อหน้าที่ 2 ความตอนหนึ่งว่า “...ข้าพเจ้าไม่ได้รับค่าตอบแทนจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565 จนถึงปัจจุบัน” โดยนัยย่อมหมายความว่า ช่วงเวลาก่อนเดือนพฤษภาคม 2565 ศาสตราจารย์คลินิกสรณยังได้รับค่าตอบแทนจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
กรณีจึงแสดงให้เห็นว่า นอกจากศาสตราจารย์คลินิกสรณจะยืนยันตัวเองว่า เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงแล้ว ยังยืนยันด้วยว่าได้รับค่าตอบแทนด้วย
ประกอบกับการพิจารณาถึงสถานะคำว่า “ลูกจ้าง” ตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 นั้น ยังต้องพิจารณาถึงความมุ่งหมายตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ประสงค์ให้บุคคลที่จะเข้ารับตำแหน่งสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มความสามารถ มีความเป็นอิสระ ไม่อยู่ภายใต้การครอบงำจากบุคคลใด และป้องกันการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์
ด้วยเหตุผลดังกล่าว กรณีการเป็น “แพทย์” ที่เปลี่ยนสถานะเป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง จึงยังมีความผูกพันในเชิงผลประโยชน์ในระหว่างองค์กรกับผู้รับทำงาน โดยจะเห็นได้ว่ากฎหมายย่อมไม่มีเจตนาให้หาช่องทางหลบเลี่ยงการบังคับกันได้โดยง่าย
ด้วยเหตุนี้แพทย์ที่ได้รับค่าตอบแทนรายชั่วโมง จึงต้องอยู่ในความหมายของคำว่า “ลูกจ้าง” ผลแห่งนิติสัมพันธ์ระหว่างคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กับศาสตราจารย์คลินิกสรณ จึงถือว่าศาสตราจารย์คลินิกสรณเป็นลูกจ้างของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ
อีกทั้งความมุ่งหมายเช่นเดียวกันนี้ ได้ถูกบัญญัติไว้ในกระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
ดังนั้น คณะกรรมการสรรหา กสทช. จึงมีมติเอกฉันท์ว่า การปฏิบัติหน้าที่แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงของศาสตราจารย์คลินิกสรณ ในระหว่างตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ของศาสตราจารย์คลินิกสรณ เป็นลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ
โดยมีกรรมการสรรหาจำนวน 2 เสียง (ประกอบด้วย นายนภดล เทพพิทักษ์ และนายวิษณุ วรัญญู) เห็นว่า ศาสตราจารย์คลินิกสรณ เป็นทั้งพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ ซึ่งเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553
@มติเอกฉันท์‘นพ.สรณ’มีลักษณต้องห้ามเป็น‘กรรมการ กสทช.’
ประเด็นที่สาม หากการปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ของศาสตราจารย์คลินิกสรณระหว่างวันที่ 8 มกราคม 2565 จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ถือเป็นการกระทำอันเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 แล้ว
จะถือว่าศาสตราจารย์คลินิกสรณ สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. ตั้งแต่ต้น ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 4) หรือไม่
โดยคณะกรรมการสรรหา เห็นว่า มาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564 บัญญัติ ให้ผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นกรรมการซึ่งมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (1) (2) หรือ (3) อยู่ ต้องแสดงหลักฐานว่า ได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าวแล้วนั้นต่อประธานวุฒิสภาภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด
แม้ศาสตราจารย์คลินิกสรณ ซึ่งเป็นผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นกรรมการ กสทช. จะได้มีหนังสือแสดงหลักฐานว่า ได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ อันเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 ลงวันที่ 4 มกราคม 2565 โดยได้ยื่นต่อประธานวุฒิสภาเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2565 ตามมาตรา 18 บางส่วนแล้วก็ตาม
แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ศาสตราจารย์คลินิกสรณ ยังคงปฏิบัติหน้าที่แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ อันเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553
ประกอบกับบทบัญญัติมาตรา 18 ดังกล่าวข้างต้น ที่บัญญัติให้การไม่ลาออก หรือเลิกประกอบอาชีพตามมาตรา 8 (1) (2) และ (3) ภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด ให้ถือเป็นการสละสิทธิโดยผลของกฎหมาย
ดังนั้น อาศัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายข้างต้น คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. จึงวินิจฉัยโดยมติเอกฉันท์ว่า ศาสตราจารย์คลินิกสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
อนึ่ง ตามมาตรา 15/1 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564 ที่กำหนดให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ให้เป็นที่สุด
ดังนั้น หากศาสตราจารย์คลินิกสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ฉบับนี้ ให้ทำคำฟ้องเป็นหนังสือยื่นต่อศาลปกครองภายในเก้าสิบวัน นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี ตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ที่ 1/2569 วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 เรื่อง การพิจารณาคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ดังกล่าว
มีผู้ลงนามท้ายเอกสารคำวินิจฉัยฯ 4 คน ได้แก่ 1.นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล ประธานกรรมการสรรหากรรมการ กสทช.) 2.นายนภดล เทพพิทักษ์ กรรมการสรรหากรรมการ กสทช. 3.นายวิทัย รัตนากร กรรมการสรรหากรรมการ กสทช. และนายวิษณุ วรัญญู กรรมการสรรหา เลขานุการ และโฆษกคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช.
ส่วนนางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ กรรมการสรรหากรรมการ กสทช.) ไม่ได้ร่วมลงชื่อในเอกสารฉบับนี้ โดยแจ้งว่า ไม่สามารถร่วมลงนามในคำวินิจฉัยได้ตามเหตุผลที่เคยแถลงไว้

จากนี้ต้องติดตามกันต่อไปว่า เมื่อสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ในฐานะหน่วยธุรการของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ส่งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ซึ่งมีมติเอกฉันท์ว่า “ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์’ มีลักษณะต้องห้ามเป็น ‘กรรมการ กสทช.’ กลับไป ‘สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี’
และนำเสนอให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้รักษาการตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รับทราบแล้ว นายอนุทิน จะดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไปอย่างไร?
อ่านประกอบ :
ฉบับเต็ม! คำวินิจฉัย‘คกก.สรรหา’(1) มติ 4 ต่อ 1 ยันมีอำนาจชี้ขาดลักษณะต้องห้าม‘ปธ.กสทช.’
‘คกก.สรรหาฯ’ไฟเขียวคำวินิจฉัย‘ปธ.กสทช.’มีลักษณะต้องห้าม-เปิด‘หน่วยงาน-ผู้สนใจ’ขอรับสำเนา
‘นายกฯ’ยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งมติ‘สรณ’มีลักษณะต้องห้ามเป็น‘กสทช.’-ยัน‘ฝืนกฎหมายไม่ได้’
‘สรณ’ยันพ้นสถานะ‘พนง.รัฐ’ก่อนรับตำแหน่ง‘ปธ.กสทช.’-ดูแล‘ผู้ป่วย’ก่อนส่งต่อ ทำตามจริยธรรมแพทย์
เป็นลูกจ้างหน่วยงานรัฐหลังรับตำแหน่ง!‘กก.สรรหาฯ’มีมติเอกฉันท์‘สรณ’มีลักษณะต้องห้ามเป็น กสทช.
‘กก.สรรหากสทช.’ เปิดรับข้อมูล คุณสมบัติ ‘นพ.สรณ’ หลังสำนักเลขาธิการนายกฯ ส่งความเห็น ‘กฤษฎีกา’
ยังอีกยาว! มติ‘บอร์ดสรรหาฯ’เสียงข้างมาก ยันมีอำนาจวินิจฉัยปม‘ประธาน กสทช.’ส่อขาดคุณสมบัติ
‘เลขาฯวุฒิสภา’ยืนยันนัด‘บอร์ดสรรหาฯ’ประชุมฯ ถกปม‘ประธาน กสทช.’ส่อขาดคุณสมบัติ 8 พ.ค.นี้
เรื่องเก่า-จบแล้ว! ‘ไตรรัตน์’แจงปม‘ปธ.กสทช.’ส่อขาดคุณสมบัติ-ยก‘กฤษฎีกา’ยันสรรหาฯถูกต้อง
โชว์หนังสือ‘ป.ป.ช. ’แจ้ง‘เลขาธิการฯ’ แจง 3 ข้อเท็จจริง ปมกล่าวหา‘ปธ.กสทช.’ ส่อขาดคุณสมบัติ
ม.มหิดลเผยเอกสาร ยัน ‘นพ.สรณ’ มีคุณสมบัติเป็น ปธ.กสทช.เหตุไม่ได้รับค่าตอบแทนจากคณะแพทย์ฯ
ศาลแพ่งยกฟ้อง กก.กสทช. ถูก ‘นพ.สรณ’ เรียก 5 ล.เหตุทำให้เข้าใจเลือกเลขาฯไม่เป็นธรรม
‘กฤษฎีกา’ไม่รับตีความ ปม‘สรณ’ขาดคุณสมบัติฯนั่ง‘ประธาน กสทช.’-ชี้เป็นอำนาจ‘บอร์ดสรรหาฯ’
จี้‘นายกฯ’ปฏิบัติตามกม.! ‘กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ’ชี้‘สรณ’ส่อมีลักษณะต้องห้ามเป็น‘กสทช.’
'โรม' ถาม รบ.เวลาผ่านไป 7 เดือน ไฉนไม่สอบคุณสมบัติ ปธ.กสทช.-รมว.ดีอีโยนศาล รธน.วินิจฉัย
เผือกร้อน‘ประธานวุฒิสภา’ ชี้ขาด‘ปธ.กสทช.’ขาดคุณสมบัติ?-‘สรณ’โต้‘กมธ.’บิดเบือน-อคติ
‘สนง.วุฒิสภา’ชี้‘กมธ.ไอซีที’มีอำนาจตรวจคุณสมบัติ ‘ปธ.กสทช.’โดยชอบด้วย‘รธน.-ข้อบังคับฯ’
‘กมธ.ไอซีที’วุฒิฯ แพร่บันทึกประชุม ชี้‘นพ.สรณ’มีลักษณะต้องห้าม-ขาดคุณสมบัติเป็น‘กสทช.’
ส่ง'ปธ.ศ.อุทธรณ์'วินิจฉัยเขตอำนาจศาลฯ หลังรับฟ้องคดี‘4 กสทช.’เปลี่ยน‘รักษาการเลขาฯ’มิชอบ
‘กมธ.ไอซีที-นักกฎหมาย’ชี้‘สรณ’ขาดคุณสมบัติ‘กสทช.’-‘สภาผู้บริโภค’โชว์หนังสือรับค่าตอบแทน
‘กมธ.ไอซีที’จ่อสรุปผลสอบฯลักษณะต้องห้าม‘ปธ.กสทช.’-'สรณ'ยันคุณสมบัติถูกต้องก่อนทูลเกล้าฯ
'ครป.-สภาผู้บริโภค'ออกแถลงการณ์ เรียกร้องเปิด'หลักฐาน'คุณสมบัติต้องห้าม‘ประธานฯกสทช.’
เลขาฯโชว์คำสั่ง‘สรณ’ลาออก‘รพ.รามาฯ’มีผล 8 ม.ค.65 ตอกย้ำ‘ปธ.กสทช.’ไม่มีลักษณะต้องห้าม
เลขาฯยัน‘สรณ’ไม่มีลักษณะต้องห้าม-'ม.มหิดล’แจงเป็น‘พนง.มหาวิทยาลัย’ก่อนเป็น'ปธ.กสทช.'1 วัน
‘วุฒิสภา’มีมติส่งผลศึกษาฯปมสรรหา‘เลขาฯกสทช.’ช้า ให้‘ป.ป.ช.’-สว.เผย‘นพ.สรณ’ส่อพ้นเก้าอี้
'นพ.สรณ' ร้อง ‘ปธ.วุฒิสภา’ ตรวจสอบ ‘กมธ.เทคโนโลยีฯ’ ก้าวก่าย-แทรกแซงหน้าที่ ‘ปธ.กสทช.’
ชง‘วุฒิสภา’ 1 เม.ย.ถกผลศึกษาฯปมแต่งตั้ง‘เลขาธิการ กสทช.’ล่าช้า-เสนอ‘ป.ป.ช.’เปิดไต่สวนฯ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา