
‘กนง.’ มีมติเอกฉันท์คง ‘ดอกเบี้ยนโยบาย’ ที่ระดับ 1% หนุนเศรษฐกิจฟื้นตัว มอง ‘เงินเฟ้อ’ สูงชั่วคราว จับตา ‘สงครามในตะวันออกกลาง-มาตรการกีดกันการค้า’
..........................................
เมื่อวันที่ 26 ส.ค. นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ว่า คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.00 ต่อปี
เศรษฐกิจไทยได้รับแรงส่งต่อเนื่องจากวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ แต่อัตราการเติบโตยังอยู่ในระดับต่ำและไม่ทั่วถึง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าที่ประเมินไว้เดิมแม้ยังมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นในช่วงที่เหลือของปีจนถึงต้นปีหน้า ด้านสินเชื่อรวมขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่สินเชื่อ SMEs ยังคงหดตัว โดยต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง
คณะกรรมการฯ เห็นว่าการดำเนินนโยบายการเงินในระดับผ่อนคลายควบคู่ไปกับมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ แต่ต้องติดตามพัฒนาการสงครามในตะวันออกกลางและมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป
เศรษฐกิจในปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ โดยการส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวดีกว่าคาดตามวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวต่ำกว่าคาดจากการระมัดระวังการใช้จ่ายในช่วงที่ค่าครองชีพปรับสูงขึ้น
อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในภาพรวมยังขยายตัวต่ำและไม่ทั่วถึง โดยการส่งออกและการลงทุนที่เกี่ยวกับวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ปรับดีขึ้นแต่พึ่งพาการนำเข้าสูง และยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในวงจำกัด ขณะที่ SMEs ยังเผชิญอุปสรรคในการปรับตัวและปัญหาด้านการแข่งขันที่รุนแรง
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 และ 2570 ต่ำกว่าที่ประเมินไว้เดิมตามราคาพลังงานโลก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปรับลดลงจากที่ประเมินไว้เล็กน้อยตามการส่งผ่านต้นทุนที่น้อยกว่าคาด อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นจนถึงไตรมาสที่ 1 ปี 2570 จากผลของปรากฏการณ์เอลนีโญและการทยอยส่งผ่านต้นทุน ก่อนที่จะกลับไปอยู่ในระดับต่ำจากผลของฐานและอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ
สำหรับอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย ทั้งนี้ ต้องติดตามสงครามในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง การส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการ รวมถึงเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง
อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. เคลื่อนไหวผันผวนตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และมุมมองของตลาดต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยทรงตัว แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรประเทศเศรษฐกิจหลักปรับสูงขึ้น ด้านสินเชื่อรวมขยายตัวจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เป็นสำคัญ โดยบางส่วนสอดรับกับกระแสการลงทุนระลอกใหม่แต่ส่วนใหญ่เป็นการกู้เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน
ขณะที่สินเชื่อ SMEs ยังหดตัว โดยสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง สำหรับคุณภาพสินเชื่อโดยรวมทรงตัว แต่ต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบางในระยะข้างหน้า รวมทั้งสนับสนุนให้สถาบันการเงินเพิ่มการดูแลลูกหนี้กลุ่มเปราะบางและ SMEs ที่มีศักยภาพผ่านมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด
ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันเป็นระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทาน โดยต้องติดตามแนวโน้มและความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป
@เศรษฐกิจโตตามคาด-เงินเฟ้อต่ำกว่าที่ประเมิน
นายดอน กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ยังคงได้รับแรงส่งต่อเนื่อง จากวัฏจักรเทคโนโลยีและ AI แต่การเติบโตของเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับต่ำและไม่ทั่วถึง ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 2/2569 ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศว่าขยายตัว 1.9% นั้น เท่ากับตัวเลขที่ กนง.ประเมินไว้ในการประชุมครั้งที่แล้ว แต่องค์ประกอบแตกต่างไป คือ การบริโภคภาคเอกชนต่ำกว่าคาด ส่วนการลงทุนและการส่งออกดีกว่าที่คาดไว้
“ผลดีของวัฏจักรการลงทุนเทคโนโลยีและ AI ต่อเศรษฐกิจไทย เท่าที่ประเมิน ณ จุดนี้ ยังอยู่ในวงจำกัด เพราะการส่งออกสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นค่อนข้างมากนั้น แต่เมื่อเทียบกับในอดีตแล้ว พบว่าการส่งออกที่เข้ามาในระยะหลัง มีใช้วัตถุดิบนำเข้าในสัดส่วนที่สูงขึ้นมาก โดยในปี 2561 สัดส่วน Import content อยู่ที่ 48% แต่ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ สัดส่วนอยู่ที่ 70% ซึ่งตัวเลขการส่งออกที่สูงจะถูกหักออกไปใน GDP จากตัวเลขนำเข้าที่สูงด้วย” นายดอน กล่าว

นายดอน ระบุด้วยว่า แม้ว่าการลงทุนระลอกใหม่ในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะการลงทุนในโครงการที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ จะทำให้ปริมาณความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้น แต่เมื่อเทียบกับในอดีตแล้ว พบว่าการลงทุนใหม่ที่เข้ามาในระยะหลัง เป็นการลงทุนในลักษณะ Capital Intensive หรือการลงทุนที่ใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง แต่มีการใช้แรงงานน้อยลง จึงอาจไม่สามารถชดเชยการจ้างงานลูกจ้างในธุรกิจที่ปิดตัวลงไปแล้วได้
“ในระยะต่อไป อาจเห็นทิศทางการว่างงานที่เพิ่มขึ้นได้บ้าง เราเห็นการรับพนักงานต่างชาติเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้ทักษะค่อนข้างสูง และสุดท้ายเราเห็นการจ้างงานแบบชั่วคราวหรือเป็นสัญญาจ้างมากขึ้น อันนี้เป็นรูปแบบที่เปลี่ยนไป ซึ่งหมายความว่าในแง่ของแรงงานนั้น ความมั่นคงอาจจะน้อยกว่าเดิม” นายดอน กล่าว

นายดอน กล่าวว่า ด้านอัตราเงินเฟ้อ ในภาพรวมอัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าที่ประเมินไว้ในครั้งที่แล้ว ซึ่งเมื่อมองไปข้างหน้า คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในไตรมาส 3/2569 น่าจะต่ำกว่า 3% จากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ที่ 3% ส่วนไตรมาส 4/2569 และไตรมาส 1/2570 น่าจะเห็นเงินเฟ้อทั่วไปเกินกรอบอยู่บ้าง แต่จะไม่เกินมากแล้ว เหมือนกับที่เคยมองไว้ก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามสถานการณ์สงครามที่คาดเดาได้ยาก
“ประมาณเงินเฟ้อที่ลดลงมา มาจากข้อมูลจริงที่เกิดขึ้น โดยมาจากราคาพลังงานที่ลดลงมากกว่าที่เราคาด และการส่งผ่านราคาที่น้อยกว่าคาด อย่างไรก็ดี สถานการณ์ยังไม่สามารถวางใจได้ เพราะในระยะหลังจะเห็นว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะน้ำมัน ปรับขึ้นมาอีกและสูงพอสมควร ซึ่งคณะกรรมการฯให้ความสนใจและบอกว่าต้องติดตามอย่างใกล้ชิด รวมถึงต้องติดตามการส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการ และเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง”นายดอน กล่าว


@ดันออก‘มาตรการเพิ่มเติม’ช่วยเหลือลูกหนี้
สำหรับภาวะการเงินของ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง เป็นสิ่งที่คณะกรรมการฯยังกังวลและติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะคุณภาพสินเชื่อของ SMEs ที่ด้อยลง ในขณะที่สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์และตราสารหนี้ของเอกชนโดยรวมในไตรมาส 2/2569 ปรับดีขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาส 1/2569 ส่วนหนึ่งจากวัฏจักรเทคโนโลยีและ AI แต่ส่วนใหญ่มาจากความต้องการสินเชื่อเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในช่วงวิกฤติพลังงาน ซึ่งทำให้ต้องการตุนสินค้าและวัตถุดิบเข้ามา
“ภายใต้บริบทอย่างนี้ กรรมการฯมองว่าการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ต้องทำควบคู่ไปกับนโยบายการคลัง และมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด เพื่อประคับคองเศรษฐกิจในระยะสั้นและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ในส่วนนโยบายการเงิน กรรมการฯ มองว่านโยบายอยู่ในระดับผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ แต่ต้องติดตามความเสี่ยงของเงินเฟ้อ
ส่วนนโยบายการคลัง อาจแบ่งได้เป็น 2 ส่วน ได้แก่ ระยะสั้น คือ การลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เช่น มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพและโครงการไทยช่วยไทยพลัส ก็ต้องบอกว่ารัฐบาลทำได้ดีในจุดนี้ ส่วนที่สอง ถ้าพูดถึงเงินกู้ 4 แสนล้านบาท มีส่วนที่นำไปใช้ในเรื่องการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน การเพิ่มผลิตภาพในระยะยาว รวมถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอื่นๆ ส่วนนี้ เป็นระยะปานกลางถึงยาว แต่ตอนนี้ยังไม่มีอะไรที่ชัดเจนมากนัก จึงต้องมาร่วมลุ้นกับรัฐบาลว่าจะมีอะไรออกมา
และส่วนที่สาม มาตรการการเงินเฉพาะจุด อันนี้เป็นสิ่งที่ กรรมการฯเน้นย้ำมาก เพราะเป็นการแก้ปัญหากลุ่มเปราะบาง เสริมสภาพคล่อง และศักยภาพให้ SMEs ซึ่ง ธปท.ดำเนินการอยู่แล้ว ซึ่งในที่ประชุมฯ มีการอภิปรายถึงมาตรการที่อาจจะดำเนินการเพิ่มเติมในระยะต่อไป แต่ต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการจากฝ่ายงานที่รับผิดชอบ”นายดอน กล่าว
นายดอน กล่าวอีกว่า “กรรมการฯมองว่า ควรมีการสนับสนุนให้สถาบันการเงิน เพิ่มการดูแลลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง และ SMEs ที่มีศักยภาพ ผ่านมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด นี่เป็นประโยคใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาในแถลงอันนี้ สิ่งที่สำคัญ”


เมื่อถามว่า แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ตามที่ประเมินไว้ แต่เศรษฐกิจยังขยายตัวในระดับต่ำ มีโอกาสที่จะเห็นการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อเสริมเศรษฐกิจหรือไม่ นายดอน กล่าวว่า “กรรมการฯใช้เวลาอภิปรายตรงนี้เยอะมาก อันแรก กรรมการฯมองว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันเป็นระดับที่เหมาะสม สำหรับภาพเศรษฐกิจที่เห็นอยู่ วันนี้กรรมการฯคุยกันพอสมควรและถามว่าในอดีตเราเคยลดอัตราดอกเบี้ยไปถึงไหน ตอนนี้ 1% ในอดีตต่ำสุด คือ 0.5% ช่วงโควิด
วันนี้มีการประเมินว่า ภายใต้บริบทของเศรษฐกิจที่มองไปอย่างนี้ ไม่มีความจำเป็น และการลดดอกเบี้ยในบริบทอย่างนี้ ลดไปจะได้ไม่คุ้มเสีย เพราะการส่งผ่านก็มีข้อจำกัด แต่ไม่ได้หมายความว่าลดไม่ได้ ยังลดได้ ถ้าเกิดภาวะวิกฤติ แต่ถ้าภาพเศรษฐกิจยังเป็นไปตามคาดการณ์อย่างที่เราประเมิน ค่อยๆฟื้นอย่างช้าๆ รอการมาของมาตรการการเงินเฉพาะจุด และมาตรการการคลังที่บอกไป อันนั้นก็จะเป็น Policy Mix ที่เหมาะสมกว่า”
เมื่อถามว่า ที่บอกว่าเวลานี้ไม่ใช่ช่วงเวลาของการลดดอกเบี้ย แต่ในทางกลับกันมีโอกาสเห็นการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายหรือไม่ เพราะโลกมีการขึ้นดอกเบี้ย หาก กนง.ดำเนินนโยบายการเงินที่สวนทางกับต่างประเทศมากๆ อาจมีความเสี่ยงด้านเสถียรภาพ และเงินทุนไหลออกได้ นายดอน กล่าวว่า “ผมเน้นย้ำว่า เราไม่ได้ลง (ดอกเบี้ย) ต่อ แต่เรื่องการขึ้นดอกเบี้ยมีการอภิปรายกันว่า ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ยังค่อนข้างเปราะบางอย่างนี้ การขึ้นก็อาจไม่ใช่อะไรที่ถูกต้อง
ส่วนเรื่องของต่างประเทศ ที่บอกว่าถ้าต่างประเทศขึ้นไปเรื่อยๆ มีส่วนต่างไปเรื่อยๆ อันนี้ต้องบอกว่า ที่ต่างประเทศจะขึ้นไปเรื่อยๆ ตอนนี้ภาพมันกลับกัน ตอนนี้ที่เรารายงานกรรมการฯ คือ ต่างประเทศไม่ค่อยอยากขึ้นกันแล้ว เพราะความเสี่ยงเงินเฟ้อมันลดลง ฉะนั้น ก็จะลดแรงกดดันตรงนี้ไปด้วย”
ส่วนกรณีอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรสหรัฐฯที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นนั้น นายดอน กล่าวว่า เรื่องนี้ กรรมการฯมอบหมายให้มีการติดตามอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เฉพาะแต่บอนด์ยีลด์ของสหรัฐเท่านั้นที่เพิ่มขึ้น แต่ตอนนี้บอนด์ยิลด์เพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจหลัก ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่นหรือสหภาพยุโรป ซึ่งสะท้อนถึงความไม่มั่นใจต่อฐานะการคลังของประเทศเหล่านี้ และคงต้องติดตามต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร
“บอนด์ยิลด์สหรัฐที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้ฉุดยิลด์ของประเทศไทยให้เพิ่มขึ้นตาม ยิลด์ของประเทศไทยยังถูกกำหนดโดยซัพพลายและดีมานด์ในประเทศเป็นหลัก ไม่ได้วิ่งตาม ฉะนั้น ต้นทุนการเงินในประเทศในระยะยาว จึงไม่ได้สูงขึ้นไปด้วย อันนี้ก็วางใจได้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันไปโผล่ที่ตัว US ดอลลาร์ เพราะตอนนี้คนไม่มั่นใจใน US ดอลลาร์ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่อธิบายว่าเงินบาทช่วงนี้ถึงแข็งขึ้นมา แต่มีอีกตัวหนึ่ง คือ เมื่อคนไม่มั่นใจดอลลาร์ ก็ไปซื้อทองคำ ประเด็นเรื่องทองคำจึงกลับมาอีก แล้วกดดันให้บาทแข็งขึ้น อันนี้ส่วนงานที่รับผิดชอบก็ติดตามอย่างใกล้ชิด” นายดอน กล่าว
อ่านประกอบ :
ธปท.คาดGDPปี 69 โต 2.3% ยังต่ำกว่าศักยภาพ-ซ่อนความไม่เท่าเทียม ยกเงื่อนไขขึ้น‘ดอกเบี้ย’
มติเอกฉันท์! กนง.คงดอกเบี้ยนโยบาย 1% ปรับ‘GDP’ปี 69 โต 2.3%-เกาะติดความเสี่ยง‘เงินเฟ้อ’
มติเอกฉันท์! กนง.คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% มองจีดีพีปี 69 โต 1.5%-เงินเฟ้อทั่วไปพุ่ง 2.9%
หนุนเศรษฐกิจฟื้นตัว-บรรเทาภาระหนี้! ‘กนง.’มีมติ 4 ต่อ 2 ลดดบ.นโยบาย 0.25% สู่ระดับ 1%
มติเอกฉันท์! กนง.ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 1.25%-ปรับเป้าจีดีพีปี 69 โตแค่ 1.5%
มติ 5 ต่อ 2 เสียง! กนง.คงดอกเบี้ยนโยบาย 1.5% ‘กก.ส่วนใหญ่’ให้ความสำคัญกับ‘จังหวะเวลา’
‘ภาษีสหรัฐฯ’ซ้ำเติม-เงินเฟ้อต่ำ! กนง.มีมติเอกฉันท์ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 1.5%
‘ส่งออก’ส่อหดตัวแรง! ‘ธปท.’ชี้‘ภาษีทรัมป์’ทุบเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่า 2% อย่างน้อย 1 ปีครึ่ง
มติ 6 ต่อ 1! 'กนง.'คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.75% คาดเศรษฐกิจ 68 โต 2.3%-ปีหน้าเหลือ 1.7%
มติ 5 ต่อ 2! 'กนง.'ลดดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 1.75%-'เทรดวอร์'ส่อฉุดGDPปี 68 เหลือ 1.3-2%
เศรษฐกิจโตต่ำกว่าที่ประเมิน! กนง.มีมติ 6 ต่อ 1 เสียง ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 2%
มติเอกฉันท์! 'กนง.'คงดอกเบี้ย 2.25% มอง GDP ปีหน้า 2.9%-จับตาเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง
บรรเทาภาระหนี้! กนง.มีมติ 5 ต่อ 2 ลดดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 2.25%-คาด GDP ปี 67 โต 2.7%
‘ผู้ว่าฯธปท.’เผย‘กนง.’กังวลสภาวะการเงิน‘ตึงตัว’ ย้ำ 3 เงื่อนไขปรับดบ.-ปัดตอบลดค่าฟี FIDF
มติ 6 ต่อ 1! กนง.คงดอกเบี้ยนโยบาย 2.5% ชี้สอดคล้องการขยายตัวศก.-กังวล‘หนี้ครัวเรือน’สูง
มติ 5 ต่อ 2 เสียง! 'บอร์ด กนง.' เสียงแตก คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.5%-มอง GDP ปี 67 โต 2.6%
'นายกฯ'เรียกร้อง'ธปท.'นัดประชุม'กนง.'ก่อนกำหนด ถกลด'ดอกเบี้ย'หลังมีข้อมูลใหม่'สภาพัฒน์'
มติ 5 ต่อ 2! 'กนง.'เสียงแตก คงดอกเบี้ยนโยบาย 2.5%-หั่นคาดการณ์จีดีพีปี 67 โตไม่เกิน 3%
มติเอกฉันท์! กนง.คงดอกเบี้ยนโยบาย 2.5%-หั่นคาดการณ์จีดีพีปีนี้เหลือ 2.4%
3 กรรมการ'กนง.'ฝั่ง'แบงก์ชาติ' มองทิศทาง'ดอกเบี้ยนโยบาย' ท่ามกลาง'ปัจจัยเสี่ยง-แรงกดดัน'
เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น! กนง.มีมติเอกฉันท์ขึ้นดบ. 0.25% สู่ระดับ2.5%-มองGDPปีนี้โต 2.8%
สู่ระดับ 2.25%! 'กนง.'มีมติเอกฉันท์ขึ้นดอกเบี้ย 0.25%-มอง'เงินเฟ้อ'มีความเสี่ยงด้านสูง

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา