
‘แบงก์ชาติ’ คาดเศรษฐกิจปี 69 ขยายตัว 2.3% แต่ยังเป็นระดับต่ำกว่าศักยภาพ 2.7% ซ่อน ‘ความไม่เท่าเทียม’ เหตุเศรษฐกิจโตแบบ ‘K-shape’ การส่งออก ‘กระจุกตัว’ พร้อมยกเงื่อนไขปรับขึ้น ‘ดอกเบี้ย’
.............................................
เมื่อวันที่ 8 ก.ค. นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงาน Monetary Policy Forum 2/2569 ว่า แม้ว่า ธปท. ได้ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็นขยายตัว 2.3% จากเดิม 1.5% และถือว่าเป็นตัวเลขสูงสุดในตลาด ณ ขณะนี้ แต่ตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ 2.3% ดังกล่าว ยังเป็นการขยายตัวที่ต่ำกว่าศักยภาพของเศรษฐกิจไทยที่สามารถขยายตัวได้ 2.7%
“หลายคนถามว่า แบงก์ชาติมองโลกในแง่ดีเกินไปหรือไม่ สิ่งที่ผมอยากบอก คือ ตัวเลข 2.3% ไม่ใช่ตัวเลขที่ดี เพียงแต่มันดีกว่าที่เราคาดไว้ก่อนหน้านี้ และถ้าเทียบกับศักยภาพเศรษฐกิจแล้ว ยังห่างพอสมควร ที่สำคัญตัวเลข 2.3% เป็นตัวเลขโดยภาพรวม มันมีความไม่เท่าเทียมกันซ่อนอยู่ มีความเป็น K-shape พอสมควร เพราะมาจากการกระจุกตัวในภาคการส่งออกเทคโนโลยี ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้กระจายไปถึงคนส่วนใหญ่” นายดอน กล่าว
นายดอน กล่าวต่อว่า ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องบอกว่าความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อลดลงไปพอสมควร จากปัจจัยราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลงไปอยู่ในระดับเดียวก่อนที่จะเกิดสงคราม อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงในเรื่องเงินเฟ้อยังตัดทิ้งไม่ได้ เนื่องจากการส่งผ่านเงินเฟ้อยังไม่หมด และในช่วงปลายปีนี้จะมีเรื่องเอลนีโญเข้ามา ซึ่งจะทำให้ราคาอาหารสดเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังเอาแน่ไม่ได้
“นโยบายการเงินเปรียบเสมือนกองหลัง หน้าที่หลัก คือ รักษาเสถียรภาพ แต่ในบางครั้ง ถ้าเราเห็นโอกาส แล้วไม่มีความเสี่ยง อย่างเช่นในช่วงตอนต้นปี เราก็เติมเกมรุก โดยการลดดอกเบี้ย เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจไป แต่ก็จะอย่าหวังว่าจะเป็นอย่างนั้นบ่อยๆ เพราะหน้าที่หลักของเรา คือ กองหลัก ส่วนกองหน้า จะเป็นหน้าที่ของนโยบายการคลัง ส่วนแบงก์ชาติก็มีในเรื่องการดำเนินมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด” นายดอน กล่าว
เมื่อถามว่า ธปท.จะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเมื่อไหร่ นายดอน กล่าวว่า “หน้าที่หลักของแบงก์ชาติ คือ การรักษาเสถียรภาพในด้านราคา ตอนนี้ สิ่งที่กรรมการฯ (กนง.) มอง คือ นโยบาย ณ ปัจจุบัน เหมาะสมกับสถานการณ์ในช่วงที่เศรษฐกิจโตต่ำ และยังมีความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ซึ่งแม้ว่าจะเบาลง แต่ยังไม่สามารถตัดความกังวลได้ ส่วนเรื่องการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในช่วงที่ผ่านมานั้น ก็เพื่อดูแลเศรษฐกิจ
ตอนนี้เราลดลงเหลือ 1% ต่ำเป็นลำดับ 2 ของโลก เท่ากับของญี่ปุ่น แต่อีก 1-2 เดือนนี้ ญี่ปุ่นคงจะแซงเราขึ้นไป ที่ต่ำกว่าเรา คือ สวิตเซอร์แลนด์ ถ้าถามว่าจะขึ้น (ดอกเบี้ย) เมื่อไหร่ ส่วนตัวมองว่า เศรษฐกิจไทย ถ้าเราเวิร์คกันดีๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน มันไม่ควรจะโตต่ำอย่างนี้เป็นเวลานาน ถามว่าแบงก์ชาติจะ normalize เมื่อไหร่ โจทย์หนึ่ง คือ เมื่อเศรษฐกิจมัน normalize เหมือนกัน คือ เศรษฐกิจกลับไปโตได้ตามศักยภาพ อย่างน้อย 2.7%
ผมคิดว่าช่วงนี้ เป็นช่วงที่สำคัญที่ทางภาครัฐและภาคเอกชนจะต้องเข้ามาร่วมมือกัน ทำอย่างไรถึงจะพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยได้ เพราะถ้าปล่อยให้โตต่ำอย่างนี้เป็นเวลานาน ในระยะต่อไป ก็อาจจะนำไปสู่ปัญหาเสถียรภาพได้ด้วย
และแน่นอนว่านโยบายที่สำคัญที่สุด คือ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ไม่ใช่งานหลักของของแบงก์ชาติ แต่เราก็ต่อท่อยื่นมือไปกับภาครัฐและภาคเอกชนด้วย และคิดว่าโครงการ Reinvent Thailand จะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยได้” นายดอน กล่าว

นายดอน กล่าวด้วยว่า “ถ้าเราเห็นความเสี่ยงในระยะข้างหน้า เช่น มีความเสี่ยงว่า เงินเฟ้อจะควบคุมไม่ได้ ก็ต้องขึ้นดอกเบี้ย แต่ตอนนี้เรายังคุมได้ ฉะนั้น เราก็ไม่ต้องขึ้นดอกเบี้ย กับอีกอันหนึ่ง คือ เรื่องความเสี่ยงด้านเสถียรภาพของระบบการเงิน เช่น ในช่วงปี 2565 ซึ่งมีเรื่องซัพพลายช็อกเหมือนกัน
แต่ที่เราปรับขึ้นดอกเบี้ย เพราะตอนนั้นนอกจากจะมีเรื่องดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังมีความเสี่ยงเสถียรภาพระบบการเงินด้วย ดอกเบี้ยที่ต่ำต่อเนื่อง ทำให้เกิดการเก็งกำไรเกินควร รวมถึงการเพิ่มขึ้นอย่างมากของหนี้ครัวเรือน ดังนั้น เรื่องเสถียรภาพระบบการเงิน จึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันให้ต้องมีการขึ้นดอกเบี้ยได้”
ด้าน นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแรงส่งดีกว่าที่คาดไว้ จาก 3 ปัจจัย ได้แก่ 1.ผลกระทบของสงคราม ซึ่งน้อยกว่าที่คาดไว้ 2.วัฏจักรเทคโนโลยี และ AI ซึ่งส่งผลดีต่อการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนของไทย และ 3.ผลของมาตรการภาครัฐ คือ พ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท ทำให้ ธปท.ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็นขยายตัวที่ 2.3% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 1.5%
“ถึงแม้เราจะปรับประมาณการจีดีพีในปีนี้ขึ้น แต่ในภาพรวมการขยายตัวก็ยังต่ำกว่าศักยภาพ และการขยายตัวยังมีความไม่ทั่วถึงอยู่ ส่วนในปีหน้า ด้วยผลของฐาน ตัวประมาณการเศรษฐกิจในปี 2570 จะอยู่ที่ 1.8% จากเดิมที่เราประเมินไว้ที่ 2% แต่หากไม่รวมผลมาตรการภาครัฐ จริงๆแล้วปีหน้าจะมีแนวโน้มที่ดีกว่าปีนี้” นางปราณี กล่าว

นางปราณี ขยายความว่า เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกปรับตัวได้ดีกว่าที่คาดไว้ แม้จะมีสงครามในตะวันออกกลาง เนื่องจากมีแรงส่ง Industrial cycle ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานของโลก ขณะที่ผลกระทบของสงครามน้อยกว่าที่คาดไว้ จากการปรับตัวทั้งอุปสงค์และอุปทาน คือ การใช้พลังงานของโลกลดลง 6% กลุ่ม OPEC และnon-OPEC ผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้น
รวมทั้งมีการนำน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ออกมาใช้ (Strategic Petroleum Reserve) และรัฐบาลในหลายๆประเทศมีการออกมาตรการเพื่อลดทอนผลกระทบของราคาพลังงานที่สูงขึ้น
สำหรับประเทศไทยเอง ธุรกิจขนาดใหญ่ปรับตัวได้ดีกว่าที่คาด มีการจัดหาซัพพลายเพิ่มขึ้น มีการเปลี่ยนแหล่งนำเข้าพลังงานใหม่ จากเดิมที่นำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูง ก็เปลี่ยนไปนำเข้าจากแหล่งอื่นๆ รวมทั้งมีการปรับเส้นทางการขนส่ง ขณะที่การส่งผ่านราคาไปยังสินค้าในประเทศทำได้ค่อนข้างจำกัด จากกำลังซื้อในประเทศที่ยังอ่อนแอ แต่จะเห็นการฟื้นตัวที่ไม่เท่าเทียมกัน (Uneven) มากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจรายเล็กที่มีสภาพคล่องตึงตัวขึ้น
ขณะเดียวกัน จากสถานการณ์สงครามล่าสุดที่มีสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น โดยราคาน้ำมันปรับลดลง หลังจากมีการหยุดยิงชั่วคราว 60 วัน และมีการอนุญาตให้เรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซมากขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับลดลงมาเกือบเท่ากับก่อนเกิดสงครามแล้ว อย่างไรก็ดี หลังเกิดเหตุการณ์โจมตีเรือเมื่อคืนที่ผ่านมา ทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 7 ก.ค. ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 66 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และน้ำมันดิบ WTI อยู่ที่ 72 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
“แม้จะมีการลงนามในข้อตกลงหยุดยิงแล้ว แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ซึ่งมีการกล่าวหาว่ามีการละเมิดข้อตกลงกัน และสหรัฐฯก็ยกเลิกการประกาศให้อิหร่านส่งออกน้ำมันได้ ทำให้สถานการณ์ตรงนี้ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง และยังคงต้องติดตามใกล้ชิดว่า ราคาน้ำมันในระยะข้างหน้าจะเป็นอย่างไร” นางปราณี กล่าว

นางปราณี กล่าวต่อว่า ในส่วนการบริโภคภาคเอกชนปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัวลงเมื่อเทียบปีก่อน อันเป็นผลจากผลกระทบของสงคราม ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้ของประชาชนและทำให้ค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น สะท้อนจากเงินเฟ้อที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ด้วยของมาตรการภาครัฐที่เริ่มตั้งแต่เดือน มิ.ย.-ก.ย.2569 รวมถึงการปรับตัวต่างๆ ธปท.คาดว่าการบริโภคภาคเอกชนในปี 2569 จะขยายตัวที่ระดับ 2.6% และขยายตัว 1.4% ในปี 2570 จากผลของฐาน

สำหรับการส่งออก มีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าที่เคยประเมินไว้ จากอุปสงค์วัฏจักรเทคโนโลยี และ AI รวมถึงการขยายฐานในไทยของผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่ทยอยลงทุนและจะเริ่มเห็นผลในด้านการส่งออกมากขึ้น ใน ขณะที่การส่งออกสินค้าไทยไปยังตะวันออกกลางจะค่อยๆปรับดีขึ้น ธปท.จึงปรับเพิ่มมูลค่าการส่งออกในปี 2569 โดยคาดว่าจะขยายตัวที่ 14% ซึ่งหลักๆมาจากกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีที่สัดส่วน 26% ของการส่งออกทั้งหมด ที่คาดว่าจะขยายตัว 44%
อย่างไรก็ดี การส่งออกในกลุ่มสินค้าที่ไม่ใช่เทคโนโลยีจะขยายตัวได้เพียง 2.5% ในปี 2569 จากการแข่งขันที่ยังสูง และในปีหน้า การส่งออกในกลุ่มสินค้าที่ไม่ใช่เทคโนโลยี คาดว่าจะทรงตัวหรือติดลบเล็กน้อยที่ 0.4%
นางปราณี กล่าวว่า จากแรงส่งของวัฏจักรเทคโนโลยี และ AI จะทำให้การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน และเมื่อรวมกับผลบวกจากมาตรการภาครัฐ คือ การสนับสนุนการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน วงเงิน 2 แสนล้านบาท จาก พ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท ธปท.จึงปรับประมาณการการลงทุนภาคเอกชนในปีนี้เป็นขยายตัวที่ 6% จากเดิม 3% และเบื้องต้นคาดว่าแนวโน้มการลงทุนภาคเอกชนจะยังอยู่ในวัฏจักรขาขึ้นอีกประมาณ 2 ปี

นางปราณี ระบุด้วยว่า แม้ว่าการตัวเลขการส่งออกค่อนข้างดี แต่ที่ผ่านมาพบว่าการส่งออกมีการกระจุกอยู่กับผู้ส่งออกรายใหญ่ไม่กี่ราย และมีการพึ่งพาการนำเข้าค่อนข้างมาก ทำให้ผลบวกต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจน้อยกว่าในอดีต ทั้งนี้ จากข้อมูลพบว่าผู้ส่งออกสินค้าเทคโนโลยีประมาณ 1% หรือ 105 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทจากต่างชาติ มีมูลค่าส่งออกสินค้าเทคโนโลยีรวมกัน 85% มูลค่าการส่งออกกลุ่มเทคโนโลยีทั้งหมด
“ตรงนี้สะท้อนการกระจุกตัว และอยู่กับผู้ส่งออกรายใหญ่ไม่กี่ราย ในขณะที่สัดส่วนของชิ้นส่วนฯที่เขาเอามาผลิตเพื่อส่งออก มีการพึ่งพาการนำเข้าเพิ่มขึ้น โดยค่าเฉลี่ย Import content ของกลุ่ม 1% แรกที่ส่งออกฯนั้น ในอดีตสัดส่วน Import content อยู่ที่ประมาณ 48% แต่วันนี้กลับมาเป็นประมาณ 70% แล้ว ดังนั้น ผลบวกจากการเติบโตของการส่งออก ถ้าเป็นกลุ่มนี้ก็จะน้อยกว่าในอดีต” นางปราณี กล่าว


ขณะที่ นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท. ระบุว่า ในเรื่องอัตราเงินเฟ้อ มีประเด็นหลักๆ 2 ประเด็น คือ ประเด็นแรก อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะปรับตัวสูงขึ้นชั่วคราวในปีนี้ และปรับลดลงในปีหน้า ซึ่งเหมือนกันที่ ธปท.เคยประเมิน และยังสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันอยู่ และประเด็นที่ 2 การส่งผ่านต้นทุน ยังเป็นลักษณะการกระจุกตัวในหมวดพลังงาน และส่งผ่านไปยังหมวดอื่นๆที่ใช้พลังงานเป็นต้นทุน
“เรายังไม่เห็นสัญญาณของการปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการ เป็นวงกว้าง ต่อเนื่อง หรือเป็นสัญญาณสะท้อน Second-round effects ที่สูญเสียการยึดเหนี่ยวการคาดการณ์” นายสุรัช กล่าวและว่า “เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง 5 ปี ซึ่งมาจากการสำรวจความเห็นฯนักวิเคราะห์ คาดว่าจะอยู่ที่ 1.3% ทรงตัวเมื่อเทียบกับการสำรวจฯก่อนหน้านั้น ไม่ได้สะท้อนถึงการไถลขึ้นของ Inflation expectation ในระยะยาวแต่อย่างใด”
ทั้งนี้ ธปท.คาดว่าในปี 2569 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 2.8% และปี 2570 อยู่ที่ 1.4% โดยรวมผลของอากาศร้อนจากปรากฏการณ์เอลนีโญแล้ว และมีปัจจัยที่อาจทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลงต่ำกว่านี้ได้ เช่น ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง เป็นต้น




นายสุรัช ระบุว่า ด้านภาวะการเงิน ค่าเงินบาทโดยรวมมีเสถียรภาพ โดยค่าเงินบาทปรับอ่อนค่าตามทิศทางของเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่แข็งค่าขึ้น จากทิศทางการคาดการณ์การดำเนินนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เป็นสำคัญ โดยตั้งแต่ต้นปีเงินบาทอ่อนค่าลง 4.9% ขณะเดียวกัน ค่าเงินบาทมีความผันผวนน้อยกว่าบางสกุลในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และอินเดีย ซึ่งมีปัจจัยเฉพาะของแต่ละประเทศ
“นักวิเคราะห์หลายท่านมีคำถามว่า ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย จะทำให้เงินไหลออก จะทำให้ค่าเงินบาทเป็นอย่างไรหรือเปล่า จากภาพนี้ สะท้อนให้เห็นว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่ต่ำโดยอยู่ที่ 1% นั้น ปัจจัยเรื่องส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะมีปัจจัยอีกหลายประการที่เป็นตัวขับเคลื่อนเงินบาทหรือเงินทุนเคลื่อนย้าย
ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มความเสี่ยงของโลก ทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลัก คือ สหรัฐ รวมถึงธรรมาภิบาลของแต่ละประเทศด้วย ดังนั้น ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ไม่ได้ sufficient condition ที่จะบอกทิศทางของค่าเงินแต่อย่างใด” นายสุรัช กล่าว

ส่วนสินเชื่อรวม ขยายตัวในระดับต่ำ และถูกขับเคลื่อนจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อใช้ในช่วงเกิดสงคราม และสินเชื่อเพื่อการลงทุนในลักษณะ Term Loan ขณะที่สินเชื่อ SMEs ยังหดตัวอยู่ โดยสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้จากความเสี่ยงด้านเครดิตที่อยู่ในระดับสูง และต้องติดตาม NPLs ของสินเชื่อธุรกิจ SMEs ที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น

นายสุรัช กล่าวด้วยว่า สิ่งที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของนโยบายการเงินของไทย คือ ทิศทางของเงินเฟ้อ และต้องดูด้วยในตัวเงินเฟ้อนั้นมีที่มาจากอะไร โดยการดำเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสมต้องพิจารณาบริบทเงินเฟ้อเป็น 3 กรณี ได้แก่ 1.หากเงินเฟ้อมาจากซัพพลายช็อก โดยสินค้าบางหมวด คือ ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นชั่วคราว และราคาสินค้าไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นเป็นวงกว้าง ก็จะดำเนินนโยบายแบบ ‘look through’
2.หากเงินเฟ้อมาจากแรงขับเคลื่อนของดีมานด์ และราคาสินค้าปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นวงกว้าง คล้ายๆกับเศรษฐกิจขยายตัวเกินศักยภาพ นโยบายการเงินที่เหมาะสมในกรณีนี้ คือ ‘countercyclical stabilization’ เพื่อไม่ให้เป็นตัวเสริมให้เงินปรับสูงขึ้นเป็นวงกว้าง ซึ่งก็ยังไม่ใช้บริบทในปัจจุบัน และ
3.เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางหลุดลอย ราคาสินค้าปรับสูงขึ้นเป็นวงกว้างต่อเนื่อง กรณีนี้นโยบายการเงินที่เหมาะสม คือ ‘recalibration to re-anchor expectation’


อ่านประกอบ :
มติเอกฉันท์! กนง.คงดอกเบี้ยนโยบาย 1% ปรับ‘GDP’ปี 69 โต 2.3%-เกาะติดความเสี่ยง‘เงินเฟ้อ’
มติเอกฉันท์! กนง.คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% มองจีดีพีปี 69 โต 1.5%-เงินเฟ้อทั่วไปพุ่ง 2.9%
หนุนเศรษฐกิจฟื้นตัว-บรรเทาภาระหนี้! ‘กนง.’มีมติ 4 ต่อ 2 ลดดบ.นโยบาย 0.25% สู่ระดับ 1%
มติเอกฉันท์! กนง.ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 1.25%-ปรับเป้าจีดีพีปี 69 โตแค่ 1.5%
มติ 5 ต่อ 2 เสียง! กนง.คงดอกเบี้ยนโยบาย 1.5% ‘กก.ส่วนใหญ่’ให้ความสำคัญกับ‘จังหวะเวลา’
‘ภาษีสหรัฐฯ’ซ้ำเติม-เงินเฟ้อต่ำ! กนง.มีมติเอกฉันท์ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 1.5%
‘ส่งออก’ส่อหดตัวแรง! ‘ธปท.’ชี้‘ภาษีทรัมป์’ทุบเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่า 2% อย่างน้อย 1 ปีครึ่ง
มติ 6 ต่อ 1! 'กนง.'คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.75% คาดเศรษฐกิจ 68 โต 2.3%-ปีหน้าเหลือ 1.7%
มติ 5 ต่อ 2! 'กนง.'ลดดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 1.75%-'เทรดวอร์'ส่อฉุดGDPปี 68 เหลือ 1.3-2%
เศรษฐกิจโตต่ำกว่าที่ประเมิน! กนง.มีมติ 6 ต่อ 1 เสียง ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 2%
มติเอกฉันท์! 'กนง.'คงดอกเบี้ย 2.25% มอง GDP ปีหน้า 2.9%-จับตาเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง
บรรเทาภาระหนี้! กนง.มีมติ 5 ต่อ 2 ลดดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 2.25%-คาด GDP ปี 67 โต 2.7%
‘ผู้ว่าฯธปท.’เผย‘กนง.’กังวลสภาวะการเงิน‘ตึงตัว’ ย้ำ 3 เงื่อนไขปรับดบ.-ปัดตอบลดค่าฟี FIDF
มติ 6 ต่อ 1! กนง.คงดอกเบี้ยนโยบาย 2.5% ชี้สอดคล้องการขยายตัวศก.-กังวล‘หนี้ครัวเรือน’สูง
มติ 5 ต่อ 2 เสียง! 'บอร์ด กนง.' เสียงแตก คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.5%-มอง GDP ปี 67 โต 2.6%
'นายกฯ'เรียกร้อง'ธปท.'นัดประชุม'กนง.'ก่อนกำหนด ถกลด'ดอกเบี้ย'หลังมีข้อมูลใหม่'สภาพัฒน์'
มติ 5 ต่อ 2! 'กนง.'เสียงแตก คงดอกเบี้ยนโยบาย 2.5%-หั่นคาดการณ์จีดีพีปี 67 โตไม่เกิน 3%
มติเอกฉันท์! กนง.คงดอกเบี้ยนโยบาย 2.5%-หั่นคาดการณ์จีดีพีปีนี้เหลือ 2.4%
3 กรรมการ'กนง.'ฝั่ง'แบงก์ชาติ' มองทิศทาง'ดอกเบี้ยนโยบาย' ท่ามกลาง'ปัจจัยเสี่ยง-แรงกดดัน'
เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น! กนง.มีมติเอกฉันท์ขึ้นดบ. 0.25% สู่ระดับ2.5%-มองGDPปีนี้โต 2.8%
สู่ระดับ 2.25%! 'กนง.'มีมติเอกฉันท์ขึ้นดอกเบี้ย 0.25%-มอง'เงินเฟ้อ'มีความเสี่ยงด้านสูง

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา