
“…กรณีจึงรับฟังได้ว่า การที่ กสทช. เสียงข้างมาก มีมติไม่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ตามมาตรา 61 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เสนอ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับกระบวนการสรรหา จึงมีเหตุผลที่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะมีมติไม่เห็นชอบการแต่งตั้งผู้ฟ้องคดี (นายไตรรัตน์) ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. …”
....................................
จากกรณีที่เมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา ศาลปกครองกลาง ได้อ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 1463/2567 หมายเลขแดงที่ 293/2569 ระหว่าง นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทน เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ผู้ฟ้องคดี) กับประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ประธาน กสทช.) (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) และ กสทช. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) กรณี กสทช. มีมติไม่แต่งตั้งบุคคล (นายไตรรัตน์) ให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ กสทช.
โดยคดีนี้ศาลฯพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าการที่ กสทช. เสียงข้างมาก มีมติไม่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เสนอ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับกระบวนการสรรหา เป็นการมีมติที่มีเหตุผลที่มีน้ำหนักเพียงพอและยังรับฟังไม่ได้ว่า มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ไม่แต่งตั้งให้นายไตรรัตน์ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. เป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย
ในวันเดียวกัน (18 ก.พ.) ศาลปกครองกลาง ยังอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 1463/2567 และคดีหมายเลขดำที่ 1722/2568 ระหว่างนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. (ผู้ฟ้องคดี) กับ กสทช. ,พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ, ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต, รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย และรศ.ดร.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ และสำนักงาน กสทช. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-6) กรณี กสทช. มีมติไม่เห็นชอบการแต่งตั้งนายไตรรัตน์ เป็นเลขาธิการ กสทช. และเรียกค่าเสียหายจากกรณีดังกล่าวด้วย
ทั้งนี้ ศาลฯได้พิพากษายกฟ้องในคดีนี้เช่นกัน เนื่องจากศาลฯเห็นว่า การที่ กสทช. เสียงข้างมากมีมติไม่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ตามที่ประธาน กสทช. เสนอ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับกระบวนการสรรหาที่ประธานจัดการเองโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากกรรมการส่วนใหญ่ จึงเป็นมติที่มีเหตุผลที่มีน้ำหนักเพียงพอจึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี คือ นายไตรรัตน์ นั้น (อ่านประกอบ : มติมีเหตุผล-ไม่เป็นการละเมิด! ศาลปค.ยกฟ้องคดี‘กสทช.’ไม่แต่งตั้ง‘ไตรรัตน์’นั่งเลขาธิการฯ)
ในตอนแรกนี้ สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ขอนำเสนอรายละเอียด ‘คำวินิจฉัย’ ของศาลปกครองกลาง ในคดีหมายเลขดำที่ 1463/2567 หมายเลขแดงที่ 293/2569 มีดังนี้
@แต่งตั้ง‘เลขาธิการ’ต้องได้รับการยอมรับจาก‘บอร์ด กสทช.’
คดีหมายเลขดำที่ 1463/2567 หมายเลขแดงที่ 293/2569
-นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทน เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ผู้ฟ้องคดี)
-ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ประธาน กสทช.) (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) และ กสทช. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2)
ศาลได้ตรวจพิจารณากฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยแล้ว
คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยรวม 2 ประเด็น ดังนี้
ประเด็นที่หนึ่ง มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (กสทช.) ในการประชุม นัดพิเศษ ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2567 ระเบียบวาระที่ 5.1 ซึ่งมีมติที่ประชุมเสียงข้างมาก ไม่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ตามมาตรา 61 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ประธาน กสทช.) เสนอ
เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับกระบวนการสรรหา และคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามหนังสือสำนักงาน กสทช. ด่วนที่สุด ที่ สทช 1001/19847 ลงวันที่ 15 พ.ค.2567 ที่แจ้งผลการพิจารณาตามมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ดังกล่าว ให้ผู้ฟ้องคดี (นายไตรรัตน์) ทราบ เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า … ตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. เป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญในการรับผิดชอบการปฏิบัติงานของสำนักงาน กสทช. ที่ขึ้นตรงต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ประธาน กสทช.-ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์) และเป็นเลขานุการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (กสทช.) รวมทั้งเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้างของสำนักงาน กสทช.
ตามมาตรา 6 วรรคสอง มาตรา 56 วรรคหนึ่ง มาตรา 57 วรรคหนึ่ง (6) และ (7) และมาตรา 60 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553
บุคคลที่จะดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. นอกจากจะต้องเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ที่เหมาะสมกับตำแหน่งดังกล่าวแล้ว ยังต้องเป็นบุคคลที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ประธาน กสทช.) ให้ความไว้วางใจประกอบกัน
ในขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาถึงอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (กสทช.) หลายประการ ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 27 วรรคหนึ่ง และมาตรา 58 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว สำนักงาน กสทช. อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และรับผิดชอบงานธุรการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และปฏิบัติงานอื่นตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มอบหมาย
บุคคลที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ในฐานะผู้บังคับบัญชาสำนักงาน กสทช. จึงย่อมมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (กสทช.) และต้องได้รับการยอมรับจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ด้วยเช่นกันว่า จะสามารถปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนการปฏิบัติงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้
มาตรา 61 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.เดียวกัน จึงบัญญัติให้การใช้อำนาจเพื่อให้ได้มา ซึ่งบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. เป็นการใช้อำนาจร่วมกันระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะที่เป็นองค์กรเดียวกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นคณะกรรมการ ในฐานะเป็นองค์กรกลุ่ม
แม้มาตรา 61 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ข้างต้น จะบัญญัติให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ประธาน กสทช.) มีอำนาจริเริ่มการคัดเลือกสรรหาบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ กสทช. ได้เอง ตั้งแต่ต้นจนเสร็จสิ้นกระบวนการได้มาซึ่งบุคคลที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เห็นว่ามีความเหมาะสมและเป็นบุคคลที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไว้วางใจก็ตาม
และเมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้เสนอรายชื่อบุคคลดังกล่าว ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (กสทช.) พิจารณาให้ความเห็นชอบ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ย่อมมีอำนาจที่จะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบต่อรายชื่อบุคคลดังกล่าวได้เช่นกัน หากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เห็นว่าบุคคลดังกล่าว จะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนการปฏิบัติงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้
หรือในกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เห็นว่า เพื่อให้บุคคลที่จะได้รับการเสนอให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ได้รับการยอมรับจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตั้งแต่ต้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 อาจร่วมกันดำเนินกระบวนการคัดเลือกสรรหาบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงสิ้นสุดกระบวนการได้เช่นกัน
@กระบวนการสรรหา‘เลขาธิการ กสทช.’ต้องทำตามมติ กสทช.
เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในการประชุมผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (กสทช.) ครั้งที่ 3/2566 เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2566 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ประธาน กสทช.) ได้อนุมัติให้บรรจุระเบียบวาระการประชุมเรื่องเพื่อพิจารณา อันเป็นการใช้อำนาจตามข้อ 18 วรรคสอง ของระเบียบคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ว่าด้วยข้อบังคับการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ พ.ศ.2555 ระเบียบวาระที่ 4.1
ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (กสทช.) ได้พิจารณาเกี่ยวกับการกำหนดคุณสมบัติอื่นของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. รวมทั้งความเห็นของคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมายของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ครั้งที่ 2/2565 เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2565 ซึ่งมีมติสรุปว่า
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีอำนาจในการดำเนินกระบวนการเพื่อสรรหาหรือเสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสมในการดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. เพื่อเสนอต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้พิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบให้เลื่อนการพิจารณาระเบียบวาระที่ 4.1 ดังกล่าวออกไป
โดยให้สำนักงาน กสทช. รับข้อคิดเห็นของที่ประชุมไปปรับปรุงแก้ไขการกำหนดคุณสมบัติอื่นของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. พร้อมทั้งให้นำเสนอหลักเกณฑ์และกระบวนการสรรหาเลขาธิการ กสทช. มาในคราวเดียวกันในครั้งต่อไป และที่ประชุมมีความเห็นสอดคล้องให้ชะลอการคัดเลือกผู้บริหารของสำนักงาน กสทช. จนกว่ากระบวนการสรรหาเลขาธิการ กสทช. และโครงสร้างของสำนักงาน กสทช. ที่จัดทำขึ้นใหม่จะแล้วเสร็จ
กรณีจึงเห็นว่า ในการประชุมดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ประธาน กสทช.) และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (กสทช.) ได้มีมติเห็นชอบร่วมกันในการให้สำนักงาน กสทช. ไปปรับปรุงแก้ไขการกำหนดคุณสมบัติอื่นของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. พร้อมทั้งให้นำเสนอหลักเกณฑ์และกระบวนการสรรหาเลขาธิการ กสทช. มาในการประชุมผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ครั้งต่อไป
และให้ชะลอการคัดเลือกผู้บริหารของสำนักงาน กสทช. จนกว่ากระบวนการสรรหาเลขาธิการ กสทช. และโครงสร้างของสำนักงาน กสทช. ที่จัดทำขึ้นใหม่จะแล้วเสร็จ
แม้มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ดังกล่าว จะเป็นเพียงขั้นตอนการตระเตรียมการ อันเป็นการพิจารณาทางปกครองที่จะนำไปสู่การมีคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 อันได้แก่ คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่แต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ตามที่ได้รับความเห็นชอบจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2
หรือคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ไม่แต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ในกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไม่ให้ความเห็นชอบ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ย่อมผูกพันกับมติในการประชุมผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ครั้งที่ 3/2566 เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2566 ดังกล่าว ตราบเท่าที่ยังไม่ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไข
เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า สำนักงาน กสทช. ได้เสนอหลักเกณฑ์และกระบวนการสรรหาเลขาธิการ กสทช. ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (กสทช.) พิจารณา แต่ได้เสนอเรื่องการปรับปรุงแก้ไขการกำหนดคุณสมบัติอื่นของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. มาในการประชุมผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ครั้งที่ 4/2566 เมื่อวันที่ 15 ก.พ.2566 ตามระเบียบวาระที่ 4.1 ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีมติให้ถอนระเบียบวาระที่ 4.1 ดังกล่าว
โดยให้นำไปบรรจุในวาระการประชุมผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 นัดพิเศษ ต่อไป และให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินการให้เป็นไปตามมติผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ครั้งที่ 3/2566 เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2566 ระเบียบวาระที่ 4.1 ดังกล่าว
เมื่อต่อมาในการประชุมผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 นัดพิเศษ ครั้งที่ 5/2566 เมื่อวันที่ 7 มี.ค.2566 ซึ่งมีกรรมการ กสทช. เข้าร่วมประชุมจำนวน 6 คน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ประธาน กสทช.) ได้อาศัยอำนาจตามข้อ 18 วรรคสอง ของระเบียบคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ว่าด้วยข้อบังคับการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ พ.ศ.2555
บรรจุระเบียบวาระที่ 1 เรื่องที่ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ โดยแจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะพิจารณาออกประกาศคัดเลือกบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 61 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553
โดยจะพิจารณาคัดเลือกด้วยวิธีการทาบทามบุคคลที่มีคุณสมบัติและคัดเลือกบุคคลผู้มีคุณสมบัติ มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ โดยวิธีการแสดงวิสัยทัศน์และสัมภาษณ์ ก่อนเสนอต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เพื่อให้ความเห็นชอบ ซึ่งผลการประชุมสรุปได้ว่า
กรรมการ กสทช. จำนวน 2 คน ได้แก่ นายต่อพงศ์ (เสลานนท์) และพลตำรวจเอก ดร.ณัฐธร (เพราะสุนทร) มีมติรับทราบเรื่องตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ประธาน กสทช.) แจ้งให้ที่ประชุมทราบ
ส่วนกรรมการ กสทช. จำนวน 3 คน ได้แก่ พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ (หร่ายเจริญ) ศาสตราจารย์ ดร.พิรงรอง (รามสูต) และรองศาสตราจารย์ ดร.ศุภัช (ศุภชลาศัย) มีมติไม่รับทราบ เนื่องจากเห็นว่าการนำเสนอระเบียบวาระที่ 1 และการบรรจุระเบียบวาระการประชุมในครั้งนี้ ไม่เป็นไปตามมติผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ในการประชุมครั้งที่ 3/2566 เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2566 และครั้งที่ 4/2566 เมื่อวันที่ 15 ก.พ.2566
โดยมีหมายเหตุท้ายรายงานการประชุมของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในการประชุมครั้งดังกล่าว ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะนำประเด็นซึ่งที่ประชุมได้มีการอภิปรายไปพิจารณา เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความรอบคอบและเป็นไปตามบทบัญญัติกฎหมาย
กรณีจึงต้องถือว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีมติไม่รับทราบระเบียบวาระที่ 1 ด้วยคะแนนเสียง 3 ต่อ 2 ซึ่งไม่อาจถือว่ามติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ระเบียบวาระที่ 1 ดังกล่าว มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงมติในการประชุมผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ครั้งที่ 3/2566 เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2566
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงยังคงต้องดำเนินการเกี่ยวกับการสรรหาเลขาธิการ กสทช. ตามมติในการประชุมผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ครั้งที่ 3/2566 เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2566 โดยสำนักงาน กสทช. จะต้องนำเสนอหลักเกณฑ์และกระบวนการสรรหาเลขาธิการ กสทช. ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้พิจารณา
นอกจากนี้ ในการประชุมผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 นัดพิเศษ ครั้งที่ 5/2566 เมื่อวันที่ 7 มี.ค.2566 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้บรรจุระเบียบวาระที่ 5.1 เรื่อง การพิจารณากำหนดคุณสมบัติอื่นของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ซึ่งที่ประชุมมีมติ ดังนี้
(1) เห็นชอบให้กำหนดคุณสมบัติอื่นของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ตามที่ที่ประชุมได้มีการแก้ไขปรับปรุง (2) การลงมติในประเด็นให้เพิ่มข้อ (ง) ว่า เป็นผู้มีประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการกำกับดูแลกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมไม่น้อยกว่า 10 ปี เป็นคุณสมบัติอื่นของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. เพิ่มเติม
ที่ประชุมได้มีมติข้างมาก เห็นชอบให้คงคุณสมบัติตามมติที่ประชุมข้อที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ประธาน กสทช.) จะนำกระบวนการแต่งตั้งเลขาธิการ กสทช. ไปปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของกรรมการ กสทช. และนำกลับมาเสนอต่อที่ประชุมผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เพื่อรับฟังความคิดเห็นอีกครั้ง
กรณีจึงเห็นว่า ในเรื่องการกำหนดคุณสมบัติอื่นของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. จึงเป็นไปตามมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงสามารถดำเนินการในส่วนนี้ตามมติดังกล่าวได้
แต่เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในภายหลังว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้นำกระบวนการแต่งตั้งเลขาธิการ กสทช. ไปปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของกรรมการ กสทช. และนำกลับมาเสนอต่อที่ประชุมผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เพื่อรับฟังความคิดเห็นอีกครั้ง ตามมติในการประชุมผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ครั้งที่ 3/2566 เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2566 และการประชุม นัดพิเศษ ครั้งที่ 5/2566 เมื่อวันที่ 7 มี.ค.2566
แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ประธาน กสทช.) ได้ดำเนินการสรรหาบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. โดยได้มีประกาศ เรื่อง รับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ลงวันที่ 17 มี.ค.2566 โดยมิได้ผ่านการพิจารณาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (กสทช.)
และได้มีประกาศ เรื่อง รายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือกเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ลงวันที่ 27 มิ.ย.2566 จำนวน 9 คน โดยมีรายซื่อผู้ฟ้องคดี (นายไตรรัตน์) เป็นหนึ่งในผู้มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือก
รวมทั้งได้มีประกาศ เรื่อง กำหนดการแสดงวิสัยทัศน์และสัมภาษณ์คัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ลงวันที่ 7 ก.ค.2566 โดยกำหนดให้ผู้เข้ารับการคัดเลือกนำเสนอวิสัยทัศน์ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ในวันที่ 20 ก.ค.2566 ซึ่งผู้ฟ้องคดี (นายไตรรัตน์) ได้เข้าแสดงวิสัยทัศน์และเข้ารับการสัมภาษณ์ตามที่ประกาศกำหนด
จนกระทั่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ประธาน กสทช.) ได้คัดเลือกให้ผู้ฟ้องคดี (นายไตรรัตน์) เป็นบุคคลที่เหมาะสมที่จะได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (กสทช.) เพื่อให้ความเห็นชอบ โดยได้เสนอรายชื่อผู้ฟ้องคดีต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เพื่อให้ความเห็นชอบในการประชุม นัดพิเศษ ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2567 ระเบียบวาระที่ 5.1 เรื่อง การแต่งตั้งให้บุคคลดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช.
ซึ่งมีกรรมการ กสทช. เข้าร่วมประชุม จำนวน 7 คน ผลการประชุมสรุปได้ว่า กรรมการ กสทช. จำนวน 4 คน ได้แก่ พลอากาศโท ดร.ธนพันพันธุ์ หร่ายเจริญ ,ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต ,รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย และรองศาสตราจารย์ ดร.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์
มีมติไม่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ตามมาตรา 61 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เสนอ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับกระบวนการสรรหา
ส่วนกรรมการ กสทช. จำนวน 3 คน ได้แก่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ประธาน กสทช.-ศ.คลินิก นพ.สรณ) นายต่อพงศ์ และพลตำรวจเอก ดร.ณัฐธร มีมติเห็นชอบการแต่งตั้งผู้ฟ้องคดี (นายไตรรัตน์) ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ตามมาตรา 61 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เสนอ
กรณีจึงเห็นว่า เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่ได้ว่านำกระบวนการแต่งตั้งเลขาธิการ กสทช. ไปปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของกรรมการ กสทช. และนำกลับมาเสนอต่อที่ประชุมผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เพื่อรับฟังความคิดเห็นอีกครั้ง กรณีจึงเป็นการกระทำที่ไม่สอดคล้องกับมติผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ในการประชุม ครั้งที่ 3/2566 เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2566 และการประชุม นัดพิเศษ ครั้งที่ 5/2566 เมื่อวันที่ 7 มี.ค.2566
@มติ กสทช.‘เสียงข้างมาก’ ไม่แต่งตั้ง‘เลขาธิการ’ฟังไม่ได้ทำผิดกม.
ประกอบกับ กรรมการ กสทช. เสียงข้างมาก เห็นว่า กระบวนการสรรหาเลขาธิการ กสทช. ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ดำเนินการมา ปรากฏว่ามีผู้ยื่นใบสมัครตามประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ไม่ผ่านการคัดเลือก มีหนังสือถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จำนวน 4 ราย ขอทราบหลักเกณฑ์ในการพิจารณาคัดเลือกและโต้แย้งคัดค้านผลการคัดเลือกต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1
ได้แก่ นายปกรณ์ อาภาพันธุ์ มีหนังสือลงวันที่ 18 ส.ค.2566 เรื่อง ขอแสดงการคัดค้านในหนังสือแจ้งผลการคัดเลือกเลขาธิการ กสทช. , ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ พลวรรธย์ วิทูรกลชิต มีหนังสือ ด่วนที่สุด ลงวันที่ 21 ส.ค.2566 เรื่อง ขอทราบหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกและผลคะแนนการคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช.
นายกิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ มีหนังสือลงวันที่ 22 ส.ค.2566 เรื่อง ขอโต้แย้งคัดค้านผลการคัดเลือกเลขาธิการ กสทช. และนางสุรางคณา วายุภาพ มีหนังสือลงวันที่ 22 ส.ค.2566 เรื่อง ขอให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร พ.ศ.2540
ซึ่งต่อมา ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ พลวรรธย์ ได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ลงวันที่ 25 ก.ย.2566 และนางสุรางคณา ได้มีหนังสือลงวันที่ 17 ต.ค.2566 อุทธรณ์คัดค้านผลการคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. รวมทั้งนางสุรางคณา ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ 1921/2566 ตามบันทึก ด่วนที่สุด ที่ สทช 1006/197 ลงวันที่ 27 ก.ย.2566 บันทึก ที่ สทช 2000/108 ลงวันที่ 9 ต.ค.2566
กรณีจึงรับฟังได้ว่า การที่ กสทช. เสียงข้างมาก มีมติไม่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ตามมาตรา 61 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เสนอ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับกระบวนการสรรหา
จึงมีเหตุผลที่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะมีมติไม่เห็นชอบการแต่งตั้งผู้ฟ้องคดี (นายไตรรัตน์) ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับกระบวนการสรรหาดังกล่าว ดังนั้น กรณีจึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่า มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ดังกล่าว เป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย
และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ สทช 1001/19847 ลงวันที่ 15 พ.ค.2567 แจ้งมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ในการประชุมนัดพิเศษ ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2567 ที่ไม่เห็นชอบแต่งตั้งผู้ฟ้องคดี (นายไตรรัตน์) ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. เนื่องจากไม่เห็นชอบกับกระบวนการสรรหา
ซึ่งโดยหลักแล้ว คำสั่งที่ไม่แต่งตั้งผู้ฟ้องคดี (นายไตรรัตน์) เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่จะต้องออกคำสั่งดังดังกล่าว ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ประกอบมาตรา 61 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553
การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีหนังสือแจ้งมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ดังกล่าว จึงถือเป็นการใช้อำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในการออกคำสั่งตั้งกล่าวแล้ว และยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน
@ชี้‘4 กสทช’ไม่ใช่คู่กรณี‘ไตรรัตน์’ แม้มีกรณีฟ้องร้อง‘ศาลคดีทุจริตฯ’
สำหรับกรณีที่ผู้ฟ้องคดี (นายไตรรัตน์) กล่าวอ้างว่า การที่ กสทช. เสียงข้างมาก จำนวน 4 คน มีมติไม่เห็นชอบการแต่งตั้งให้ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เสนอ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับกระบวนการสรรหา ในการประชุมผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 นัดพิเศษ ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2567 ระเบียบวาระที่ 5.1 เป็นการกระทำที่ขัดต่อมาตรา 13 (1) และมาตรา 16 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 นั้น
เห็นว่า... พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 5 บัญญัติว่า ใน พ.ร.บ.นี้ “คู่กรณี” หมายความว่า ผู้ยื่นคำขอหรือผู้คัดค้านคำขอ ผู้อยู่ในบังคับหรือจะอยู่ในบังคับของคำสั่งทางปกครอง และผู้ซึ่งได้เข้ามาในกระบวนการพิจารณาทางปกครองเนื่องจากสิทธิของผู้นั้นจะถูกกระทบกระเทือนจากผลของคำสั่งทางปกครอง
มาตรา 13 บัญญัติว่า เจ้าหน้าที่ดังต่อไปนี้ จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้ (1) เป็นคู่กรณีเอง.... มาตรา 16 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีมีเหตุอื่นใดนอกจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 13 เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่หรือกรรมการในคณะกรรมการที่มีอำนาจพิจารณาทางปกครองซึ่งมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาทางปกครองไม่เป็นกลาง เจ้าหน้าที่หรือกรรมการผู้นั้นจะทำการพิจารณาทางปกครองในเรื่องนั้นไม่ได้
มาตรา 18 บัญญัติว่า บทบัญญัติมาตรา 13 ถึงมาตรา 16 ไม่ให้นำมาใช้บังคับกับกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน หากปล่อยให้ล่าช้าไปจะเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะหรือสิทธิของบุคคลจะเสียหายโดยไม่มีทางแก้ไขได้ หรือไม่มีเจ้าหน้าที่อื่นปฏิบัติหน้าที่แทนผู้นั้นได้…
จากบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเห็นว่า คำว่า “คู่กรณี” ตามมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 นั้น ไม่ได้มีความหมายทั่วไปที่หมายถึงคู่กรณีที่มีข้อพิพาทกัน
แต่หมายความถึง ผู้ยื่นคำขอหรือผู้คัดค้านคำขอ ผู้อยู่ในบังคับหรือจะอยู่ในบังคับของคำสั่งทางปกครอง และผู้ซึ่งได้เข้ามาในกระบวนการพิจารณาทางปกครอง เนื่องจากสิทธิของผู้นั้น จะถูกกระทบกระเทือนจากผลของคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว
การที่ผู้ฟ้องคดี (นายไตรรัตน์) ยื่นฟ้อง กสทช. ทั้ง 4 คน ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท.155/2566 จึงไม่มีผลทำให้ กสทช. ทั้ง 4 คน เป็นคู่กรณี ตามมาตรา 13 (1) แห่ง พ.ร.บ.เดียวกัน
ประกอบกับในการประชุมของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (กสทช.) ต้องมีกรรมการมาในที่ประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม ตามข้อ 25 วรรคหนึ่ง ของระเบียบคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ว่าด้วยข้อบังคับการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ พ.ศ.2555
เมื่อกรรมการทั้งหมดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีจำนวน 7 คน ดังนั้น ในการประชุมของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 นัดพิเศษ ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2567 ระเบียบวาระที่ 5.1 จึงต้องมีกรรมการมาในที่ประชุมไม่น้อยกว่า 4 คน จึงจะเป็นองค์ประชุม หาก กสทช. เสียงข้างมาก จำนวน 4 คน ที่ผู้ฟ้องคดีคัดค้าน ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ย่อมเป็นกรณีที่ไม่มีเจ้าหน้าที่อื่นปฏิบัติหน้าที่แทน กสทช. ทั้ง 4 คน ได้
เนื่องจากจะทำให้การประชุมของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไม่ครบองค์ประชุม ตามข้อ 25 วรรคหนึ่ง ของระเบียบคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ว่าด้วยข้อบังคับการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ พ.ศ.2555
ด้วยเหตุผลดังกล่าว กสทช. เสียงข้างมาก จำนวน 4 คน ที่ผู้ฟ้องคดีคัดค้าน จึงสามารถปฏิบัติหน้าที่และมีมติในการประชุมครั้งนี้ได้ ตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ส่วนการที่ผู้ฟ้องคดี (นายไตรรัตน์) กล่าวอ้างว่า คดีหมายเลขดำที่ อท. 155/2566 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้มีคำสั่งประทับฟ้องไว้พิจารณา กสทช. ทั้ง 4 คน จึงมีเหตุซึ่งมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาทางปกครองไม่เป็นกลาง ซึ่งจะทำการพิจารณาทางปกครองในเรื่องนั้นไม่ได้ ตามมาตรา 16 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว นั้น
เห็นว่า ผู้ฟ้องคดี (นายไตรรัตน์) ยื่นฟ้อง กสทช. ทั้ง 4 คน ในคดีดังกล่าว โดยมีมูลเหตุมาจากมีการร้องเรียนต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ว่า การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ปี ค.ศ.2020 ไม่เป็นไปตามข้อตกลง ระหว่างสำนักงาน กสทช. กับการกีฬาแห่งประเทศไทย และตามกฎหมาย รวมถึงประกาศที่เกี่ยวข้อง
การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (กสทช.) ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อให้ได้ข้อยุติ และต่อมาในการประชุมครั้งที่ 13/2566 เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2566 กสทช. ทั้ง 4 คน ได้ลงมติเป็นเสียงข้างมากให้ปลดผู้ฟ้องคดี (นายไตรรัตน์) จากตำแหน่งรักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. โดยให้ตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยผู้ฟ้องคดี อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น
เมื่อไม่ปรากฎข้อเท็จจริงว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ฟ้องคดีมาก่อน กรณีจึงยังไม่อาจถือได้ว่า กสทช. ทั้ง 4 คน มีเหตุซึ่งมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลาง ตามมาตรา 16 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว
นอกจากนี้ การคัดค้านกรรมการตามมาตรา 16 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ข้างต้น ผู้ฟ้องคดี (นายไตรรัตน์) ในฐานะผู้คัดค้าน ต้องทำคำคัดค้านเป็นหนังสือ โดยระบุข้อคัดค้าน พร้อมด้วยข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายที่เป็นเหตุแห่งการคัดค้านไว้ในหนังสือนั้นถึงกรรมการผู้ถูกคัดค้านแต่ละรายเป็นการเฉพาะ
การที่ผู้ฟ้องคดี (นายไตรรัตน์) ทำคำคัดค้านดังกล่าวถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ประธาน กสทช) โดยมิได้ทำคำคัดค้านเป็นหนังสือถึงกรรมการผู้ถูกคัดค้านแต่ละรายเป็นการเฉพาะ กรณีจึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามข้อ 1 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2542) ออกตามความใน พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ดังนั้น การที่ กสทช. ทั้ง 4 คน มีมติเสียงข้างมาก ไม่เห็นชอบการแต่งตั้งให้ผู้ฟ้องคดี (นายไตรรัตน์) ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เสนอ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับกระบวนการสรรหาในการประชุมผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 นัดพิเศษ ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2567 ระเบียบวาระที่ 5.1
กรณีจึงไม่เป็นการกระทำที่ขัดต่อมาตรา 13 (1) และมาตรา 16 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างแต่อย่างใด
@‘ศาลฯ’ไม่จำต้องออกคำบังคับ‘เพิกถอน’คำวินิจฉัยอุทธรณ์
ประเด็นที่สอง มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (กสทช.) ในการประชุม ครั้งที่ 14/2567 เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2567 ระเบียบวาระที่ 4.25 ซึ่งมีมติที่ประชุมเสียงข้างมาก ไม่รับอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี (นายไตรรัตน์) และหนังสือสำนักงาน กสทช. ด่วนที่สุด ที่ สทช 1001/29840 ลงวันที่ 24 ก.ค.2567 ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ประธาน กสทช.) ที่แจ้งผลการพิจารณาตามมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ดังกล่าวให้ผู้ฟ้องคดีทราบ เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ...โดยในกรณีนี้ คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ สทช 1001/19847 ลงวันที่ 15 พ.ค.2567 ที่ไม่แต่งตั้งตั้งผู้ฟ้องคดี (นายไตรรัตน์) ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ตามมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ในการประชุม นัดพิเศษ ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2567 ระเบียบวาระที่ 5.1 ที่ไม่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เสนอ
เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับกระบวนการสรรหา เป็นคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยเจ้าหน้าที่ ซึ่งไม่มีผู้บังคับบัญชา ผู้กำกับดูแล หรือผู้ควบคุม ตามข้อ 2 (15) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ2540) ออกตามความใน พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ประธาน กสทช.) จึงมีหน้าที่ต้องพิจารณาคำอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีด้วยตนเอง ตามข้อ 2 (15) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2540) ดังกล่าว ประกอบมาตรา 45 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 โดยไม่จำต้องส่งคำอุทธรณ์ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 พิจารณาแต่อย่างใด
แม้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ฟ้องคดี (นายไตรรัตน์) ได้รับคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามหนังสือดังกล่าวเมื่อใด แต่ผู้ฟ้องคดีได้บรรยายมาในคำฟ้องว่า รู้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2567 ซึ่งเป็นวันเดียวกับวันที่ที่ลงในหนังสือของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ผู้ฟ้องคดีจึงต้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งตามหนังสือดังกล่าว คือ ภายในวันที่ 30 พ.ค.2567
การที่ผู้ฟ้องคดี อุทธรณ์คำสั่งต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เมื่อวันที่ 23 พ.ค.2567 จึงเป็นการยื่นอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะต้องพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์
แม้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้รับหนังสืออุทธรณ์เมื่อใด แต่อย่างเร็วที่สุด ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะได้รับอุทธรณ์ คือ วันที่ 23 พ.ค.2567 อันเป็นวันที่ลงในหนังสืออุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ต้องพิจารณาอุทธรณ์ให้เสร็จ คือ ภายในวันที่ 22 มิ.ย.2567 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
และหากไม่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครอง ซึ่งไม่มีผู้บังคับบัญชา ผู้กำกับดูแล หรือผู้ควบคุม ต้องพิจารณาคำอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันที่ตนได้รับคำอุทธรณ์ ตามข้อ 2 (15) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2540) ออกตามความใน พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ประกอบมาตรา 45 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
เมื่อไม่ปรากฎข้อเท็จจริงว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งเหตุจำเป็นที่ต้องขยายระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์ให้ผู้ฟ้องคดีทราบก่อนครบกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้รับอุทธรณ์ ตามมาตรา 45 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงต้องพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ 15 พ.ค.2567 คือ ภายในวันที่ 22 ก.ค.2567
การที่ผู้ถูกฟ้องคดี 1 ไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว แต่กลับมีหนังสือสำนักงาน กสทช. ด่วนที่สุด ที่ สทช 1001/29840 ลงวันที่ 24 ก.ค.2567 ไม่รับอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีตามมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ในการประชุม ครั้งที่ 14/2567 เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2567 ระเบียบวาระที่ 4.25
จึงถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามข้อ 2 (15) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2540) ออกตามความใน พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ประกอบมาตรา 45 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
อย่างไรก็ตาม การที่ศาลจะเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามหนังสือสำนักงาน กสทช. ด่วนที่สุด ที่ สทช 1001/29840 ลงวันที่ 24 ก.ค.2567 ที่ไม่รับอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ตามมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ในการประชุม ครั้งที่ 14/2567 เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2567 ระเบียบวาระที่ 4.25 ซึ่งจะมีผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ต้องกลับไปพิจารณาคำอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีอีกครั้ง ย่อมไม่มีประโยชน์ต่อผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด
เนื่องจากศาลได้วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดีแล้วว่า คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามหนังสือ ด่วนที่สุดที่ สทช 1001/19847 ลงวันที่ 15 พ.ค.2567 ที่ไม่แต่งตั้งผู้ฟ้องคดี (นายไตรรัตน์) ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช.ตามมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ในการประชุม นัดพิเศษ ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2567 ระเบียบวาระที่ 5.1 ที่ไม่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เสนอ
เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับกระบวนการสรรหานั้น มิใช่การกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ประธาน กสทช.) ย่อมไม่อาจพิจารณาวินิจฉัยคำอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี (นายไตรรัตน์) ให้แตกต่างไปจากผล ตามคำวินิจฉัยของศาลได้ จึงเป็นกรณีที่ศาลไม่จำต้องออกคำบังคับให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1
@พิพากษายกฟ้อง‘กสทช.’ ปมไม่แต่งตั้ง‘ไตรรัตน์’นั่ง‘เลขาธิการ’
ส่วนกรณีที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า การที่ กสทช. เสียงข้างมาก จำนวน 4 คน มีมติไม่รับอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ในการประชุมผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ครั้งที่ 14/2567 เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2567 ระเบียบวาระที่ 4.25 เป็นการกระทำที่ขัดต่อมาตรา 16 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 นั้น
เห็นว่า เมื่อได้วินัยแล้วว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองซึ่งมีอำนาจในการพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีด้วยตนเอง โดยไม่จำต้องส่งคำอุทธรณ์ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 พิจารณา
เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มิใช่ผู้มีอำนาจในการพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ตามข้อ 2 (15) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2540) ออกตามความใน พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ประกอบมาตรา 45 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยข้อกล่าวอ้างดังกล่าวของผู้ฟ้องคดีอีกต่อไป
ส่วนกรณีที่ผู้ฟ้องคดี (นายไตรรัตน์) ขอให้ศาลพิพากษาหรือคำสั่งว่า ในการประชุมของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 นัดพิเศษ ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2567 ระเบียบวาระที่ 5.1 มีกรรมการ กสทช. เข้าร่วมการประชุม จำนวน 7 คน มีกรรมการ กสทช. ลงคะแนนเสียงเห็นชอบรายชื่อตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เสนอ จำนวน 3 คน ไม่ลงคะแนนเสียง จำนวน 4 คน
มีผลให้มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ในการประชุม นัดพิเศษ ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2563 ระเบียบวาระที่ 5.1 คือ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีมติเห็นชอบรายชื่อตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เสนอ ตามมาตรา 61 แห่ง พ.ร.บ.องค์การจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 นั้น
เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่า คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ สทช 1001/19847 ลงวันที่ 15 พ.ค.2567 ที่ไม่แต่งตั้งผู้ฟ้องคดี (นายไตรรัตน์) ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ตามมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ในการประชุม นัดพิเศษ ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2567 ระเบียบวาระที่ 5.1 ที่ไม่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เสนอ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับกระบวนการสรรหา มิใช่การกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นตามคำขอดังกล่าวของผู้ฟ้องคดีด้วยเช่นกัน
พิพากษายกฟ้อง
อ่านประกอบ :
- ย้อน 6 คดีพิพาท'ปธ.กสทช.-4 กก.-ไตรรัตน์'ฟ้องนัว 3 ศาล ปมตั้งเลขาฯ-เปลี่ยนรักษาการ-สอบวินัย
- มติมีเหตุผล-ไม่เป็นการละเมิด! ศาลปค.ยกฟ้องคดี‘กสทช.’ไม่แต่งตั้ง‘ไตรรัตน์’นั่งเลขาธิการฯ
- ‘ไตรรัตน์’นั่งรักษาการฯ 5 ปีแล้ว! ‘ธนพันธุ์’ทวง‘ปธ.กสทช.’บรรจุวาระสรรหา‘เลขาธิการ’คนใหม่
- ฉบับเต็ม! คำวินิจฉัย‘ศาลปค.’ชี้‘ปธ.กสทช.’ประกาศสรรหา‘เลขาธิการ’ขัด‘กม.-หลักธรรมภิบาล’
- ออก'ประกาศรับสมัครฯ'ไม่ชอบ! 'ศาลปค.'เพิกถอนคำสั่ง'ประธาน กสทช.'แจ้งผลคัดเลือก'เลขาธิการ'
- ฉบับเต็ม! ยกฟ้อง‘4 กสทช.’ คดีลงมติเสียงข้างมากไม่เห็นชอบ‘ไตรรัตน์’นั่งเก้าอี้‘เลขาธิการ’
- ‘ศาลอาญาคดีทุจริตฯ’ยกฟ้อง‘4 กสทช.’ ลงมติไม่เห็นชอบ‘ไตรรัตน์’นั่งเก้าอี้‘เลขาธิการ’คนใหม่
- จับตา'บอร์ด กสทช.'ตั้ง'รักษาการเลขาฯ'-ถกปม'ไตรรัตน์'เซ็นต่ออายุปฏิบัติงาน'สุทธิศักดิ์'
- 'ตุลาการผู้แถลงคดี'ชี้'สรณ'ละเลยหน้าที่ เมิน'มติ กสทช.'เปลี่ยน‘รักษาการเลขาฯ’-สอบวินัย
- ความเห็นแย้งคดีฟ้อง‘4 กสทช.'! 'ผู้พิพากษา'ชี้พฤติการณ์‘ไม่โปร่งใส’มุ่งปลด‘รักษาการเลขาฯ’
- ฉบับเต็ม! ยกฟ้อง‘4 กสทช.’ ตั้งกก.สอบ‘ไตรรัตน์’-เปลี่ยน‘รักษาการเลขาฯ’ชอบด้วยกม.-ไม่เร่งรัด
- สรุปคำพิพากษา! ยกฟ้อง 4 กสทช.คดี ‘ไตรรัตน์’ เสียงแตก1:1 ยกประโยชน์ให้จำเลย
- ยกฟ้อง! 4 กสทช. คดี ‘ไตรรัตน์’ กล่าวหาลงมติปลดพ้นเก้าอี้มิชอบ-พ.1 ราย เห็นแย้งว่าผิด
- ‘ศาลคดีทุจริตฯ’นัดชี้ชะตาคดี‘ไตรรัตน์’ฟ้อง‘4 กสทช.’เด้งพ้น‘รักษาการเลขาฯ’มิชอบ 8 เม.ย.
- 'พิรงรอง เอฟเฟกต์': สะท้อนปัญหาวงการสื่อ: เสรีภาพ ทุนผูกขาด และอนาคต กสทช.
- สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ : อะไรคือผลกระทบระยะยาว จากคดีพิรงรอง ?
- ชำแหละคดี 'ทรูไอดี' ฟ้อง กสทช. 'พิรงรอง' โทษจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา เหมาะสมหรือไม่?
- พิรงรอง รามสูต: ทีวีไทยต้องไปต่อ ทำหน้าที่เป็นกลาง เชื่อถือได้-เชื่อมโยงสังคม
- วิเคราะห์คำพิพากษาคดี ‘พิรงรอง’ ใช้เหตุผล-ตรรกะขัดแย้งกันเอง?
- ‘สำนักงาน กสทช.’แถลงการณ์ปกป้องสิทธิฯ‘พนง.’ถูกอ้าง‘ชื่อ-รูปถ่าย’โดยมิชอบ โยงคดี‘พิรงรอง’
- ‘ภาคปชช.’ชี้คดี‘พิรงรอง’สะเทือนกระบวนการ‘ยุติธรรม’-จับตา‘กสทช.’ส่อถูก‘กลุ่มทุน’แทรกแซง
- 'พิรงรอง Effect' : กฎหมาย กสทช.ล้าหลัง ไม่ตอบโจทย์-ไร้อำนาจคุม OTT
- วารสารฯ มธ.-นิเทศฯ ม.อ.ปัตตานี แถลงการณ์ ‘พิรงรอง’ การพิทักษ์ผลประโยชน์สาธารณะคือสิ่งสำคัญ
- วงเสวนานิเทศจุฬาฯชี้ 'พิรงรอง Effect' กระทบการกำกับดูแลในอนาคต เหตุ จนท.เสี่ยงถูกฟ้อง
- นิเทศจุฬาฯ โชว์จุดยืนสนับสนุน 'พิรงรอง' จัดเสวนาด่วน Effect ทิศทางคุ้มครองผู้บริโภคสื่อ
- เปิดใจ พิรงรอง ก่อนโดนคุก 2 ปี
- ฉบับเต็ม! คำพิพากษาคุก 2 ปี ‘พิรงรอง’ อ้าง 'ตลบหลัง-ล้มยักษ์' พูดหลังประชุมแค่เปรียบเปรย
- ‘ศาลคดีทุจริตฯ’นัดฟังคำพิพากษาคดี‘ทรู ดิจิทัลฯ’ฟ้อง‘กก.กสทช.’ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ 6 ก.พ.
- ‘ศาลอาญาคดีทุจริตฯ’ยกคำร้อง‘ทรู ดิจิทัล’ ขอสั่ง‘พิรงรอง’หยุดปฏิบัติหน้าที่‘กสทช.’
- อาจเข้าข่ายฟ้องปิดปาก! ‘สภาผู้บริโภค’ออกแถลงการณ์จี้‘ทรู ดิจิทัล’ถอนฟ้อง‘กรรมการ กสทช.’
- ‘ไตรรัตน์’ฟ้อง'4 กสทช.-พวก’ ปมสอบค่าซื้อลิขสิทธิ์บอลโลก-เปลี่ยน‘รักษาการเลขาธิการฯ’มิชอบ
- เปิดสรรหาฯใหม่! บอร์ดมีมติ 4 ต่อ 3 ไม่เห็นชอบตั้ง‘ไตรรัตน์’นั่งเก้าอี้‘เลขาธิการ กสทช.’
- จับตาถกบอร์ด กสทช.เคาะชื่อ‘เลขาธิการฯ’คนใหม่ ส่อวุ่น-พบชงหนังสือ‘ไตรรัตน์’ค้าน 4 กก.โหวต
- บรรจุเป็นวาระพิเศษ! ‘ประธาน กสทช.’นัด‘กรรมการ’ถกแต่งตั้ง‘เลขาธิการฯ’คนใหม่ 17 ม.ค.นี้
- ไม่ได้ขัดแย้งส่วนตัว! 4 กสทช. แถลงร่วมยก 6 พฤติกรรม‘ปธ.’ทำภารกิจบอร์ดฯติดขัด-งานไม่เดิน
- ได้ข้อมูล‘ทรู’ฝ่ายเดียว! ‘บอร์ด กสทช.’ยังไม่สรุปค่าบริการมือถือลด 12% หลังควบ TRUE-DTAC
- ‘ภูมิศิษฐ์’ร้อง‘ปธ.วุฒิ’ตรวจสอบคุณสมบัติ‘ประธาน กสทช.’-‘โฆษกฯ’ชี้แจงไม่มีลักษณะต้องห้าม
- ศาลฯรับไต่สวนมูลฟ้อง คดี‘ไตรรัตน์’ฟ้อง‘4 กสทช.-พวก’ ปมตั้งกก.สอบ-เปลี่ยนตัวรักษาการเลขาฯ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา